my mapping

mind_map_teacher_thai_1500

คุณภาพผู้สอนนั้น ต้องมีมีวินัยในการเรียน  เปลี่ยนพฤติกรรม  ออกเเบบการเรียนรู้  มีการประเมินผล

มีทักษะICT  มีระบบดูเเลช่วยเลือนักเรียน  เเละส่งเสริมวินัยทางบวก

mindmap_kiab

ผู้ก่อตั้ง คุณสุวรรณ์  ฉัตรอุทัย

ผู้สืบทอด คุณพรพรรณ  ฉัตรอุทัย

วัตถุดิบ  เเป้งมันสำปะหลัง  เนื้อปลากราย  นำ้มันพืช  นำ้ปลา  พริกไทย  กระเทียม  เกลือ

เคล็คลับ  นวดเป็นเนื้อเดียวกัน  ตากเเดด  วัตถุดิบสะอาด

20140527_102420

มหัศจรรย์รอบตัวก็มีหลายอย่างมากมายประกอบด้วย

วัตนธรรม ซึ่งมีหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์

ตัวเรา ซึ่งก็จะมีส่วนประกอบของร่างกายต่างๆ  เเละจากนี้ยังมี  เศรษฐศาสตร์  สิ่งมีชีวิต  ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์

Advertisements

สรุปเนื้อหารายวิชา

วิชาคณิตศาสตร์ (ครูปรียานุช ขันโท)

ลิมิตของลำดับ หมายถึง การพิจารณาลำดับที่ n ของลำดับอนันต์ เมื่อ n มีค่ามากขึ้นโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งลำดับที่จะนำมาพิจารณาต้องเป็นลำดับอนันต์เท่านั้น เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ 5.1 โดยเรียก L ว่า ลิมิตของลำดับ (Limit of sequence) การพิจารณาลิมิตของลำดับ 1. ถ้า n → ∞ แล้วทำให้ an เข้าใกล้หรือเท่ากับจำนวนจริง L เพียงจำนวนเดียว จะเรียกลำดับนั้นว่า ลำดับคอนเวอร์เจนต์ (convergent sequence) และมีลิมิตเท่ากับค่า L หรือเรียกว่า ลำดับนั้นลู่เข้าสู่ค่า L 2. ถ้า n → ∞ แล้ว an ไม่เข้าใกล้หรือไม่เท่ากับจำนวนจริงใดๆ จะเรียกลำดับนั้นว่า ลำดับไดเวอร์เจนต์ (divergent sequence) และเป็นลำดับที่ไม่มีลิมิต หรือเรียกว่า ลำดับนั้นลู่ออก ลำดับคอนเวอร์เจนต์ (Convergent Sequence) ข้อสังเกตในการพิจารณาการลู่เข้าของลำดับ จะพิจารณาจากกราฟ ดังนี้

1. ลำดับอนันต์ที่มีค่า an = L เช่น

52

2. ลำดับอนันต์ที่จุด n → ∞ แล้ว an = L โค้งเข้าสู่เส้นตรงค่าหนึ่ง

2.1 n → ∞ แล้วทำให้ an มีค่าน้อยลง

53

2.2 n → ∞ แล้วทำให้ an มีค่ามากขึ้น

54

3. ลำดับอนันต์ที่จุด n → ∞ แล้ว an = L มีค่าแกว่งไปมาแต่ลู่เข้าสู่เส้นตรงค่าหนึ่ง55

ลำดับไดเวอร์เจนต์ (Divergent Sequence) ลำดับไดเวอร์เจนต์ เป็นลำดับที่ไม่มีมิลิต ฉะนั้น ลักษณะของกราฟจะไม่วิ่งเข้าหาเส้นตรง ที่เป็นจำนวนจริงใดๆ ได้แก่

1. ลำดับอนันต์ที่จุด n → ∞ แล้ว an พุ่งขึ้นหรือพุ่งลงอย่างไม่มีขอบเขต

56

2. ลำดับอนันต์ที่จุด n → ∞ แล้ว an มีค่าแกว่งไปมาระหว่างจำนวนจริงมากกว่า 1 ค่า 57

ตัวอย่างที่ 1 จงพิจารณาว่า ลำดับ an = (-1)3n เป็นลำดับที่มีลิมิตหรือไม่ วิธีทำ หาลำดับนี้ออกมาก่อน นั่นคือ -1, -1, -1, -1, … เขียนกราฟออกมา จะได้กราฟที่มีลักษณะ ดังนี้

58

เราจะเห็นว่า เมื่อ n มีค่ามากขึ้น พจน์ที่ n ยังมีค่าเท่าเดิม ฉะนั้น ลำดับนี้ เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์ที่ลู่เข้าสู่ -1 ตัวอย่างที่ 2 ลำดับ an = 3n-2 เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์หรือไดเวอร์เจนต์ วิธีทำ ลำดับนี้ คือ 1, 4, 7, 10, 13, 16, 19, 22, .

.. 59

จากกราฟเราจะเห็นว่า พจน์ที่ n จะม่ค่าที่พุ่งขึ้นอย่างไม่มีขอบเขต ฉะนั้น ลำดับนี้เป็นลำดับที่ไม่มีลิมิต หรือ ลำดับไดเวอร์เจนต์ การกระทำของพจน์ ซึ่งการกระทำของพจน์ใดๆ นั้น จะแบ่งออกเป็นการบวก ลบ คูณ และหารกันแบบพจน์ต่อพจน์ ดังนี้

1. การบวก ลบ การบวกลบลำดับคอนเวอร์เจนต์ 2 ลำดับ จะได้ลำดับใหม่ที่เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์ และมีค่าลิมิตเท่ากับลิมิตของแต่ละลำดับมาบวกลบกัน การบวกลบ ที่มีลำดับไดเวอร์เจนต์ร่วมด้วย อาจจะได้ลำดับที่เป็นคอนเวอร์เจนต์ หรือ ไดเวอร์เจนต์ก็ได้

2. การคูณ หาร การคูณ หาร ลำดับคอนเวอร์เจนต์ 2 ลำดับ จะได้ลำดับใหม่ที่เป็นลำดับ คอนเวอร์เจนต์ การคูณ หาร ที่มีลำดับไดเวอร์เจนต์ร่วมด้วย อาจจะได้ลำดับใหม่ที่เป้นคอนเวอร์เจนต์หรือไดเวอร์เจนต์

ตัวอย่างที่ 3 ลำดับที่เกิดจากการบวกและลบ ลำดับต่อไปนี้ เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์หรือไดเวอร์เจนต์ 1, 3, 5, 7, 9, … และ 3, 5, 7, 9, 11, …

วิธีทำ จากการพิจารณาลำดับทั้งสอง จะพบว่า 1, 3, 5, 7, 9, … เป็นลำดับไดเวอร์เจนต์ 3, 5, 7, 9, 11, … เป็นลำดับไดเวอร์เจนต์ เมื่อนำมาบวกกัน จะได้ 4, 8, 12, 16, … เป็นลำดับไดเวอร์เจนต์ เมื่อนำมาลบกัน จะได้ -2, -2, -2, -2, … เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์

ตัวอย่างที่ 4 ลำดับที่เกิดจากการคูณลำดับต่อไปนี้ เป็นลำดับคอนเวอร์เจนต์หรือไดเวอร์เจนต์ 1. 1, 3, 5, 7, 9, … และ 3, 5, 7, 9, 11, … 2. 1, -1, 1, -1, … และ -2, 2, -2, 2, -2, … 3. 1, 2, 3 ,4, … และ 1, 1, 1, 1, …

วิธีทำ พิจารณาลำดับแต่ละลำดับก่อน 1. 1, 3, 5, 7, 9, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ และ 3, 5, 7, 9, 11, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ 2. 1, -1, 1, -1, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ และ -2, 2, -2, 2, -2, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ 3. 1, 2, 3 ,4, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ และ 1, 1, 1, 1, … ลำดับคอนเวอร์เจนต์ เมื่อนำมาคูณกันพจน์ต่อพจน์ จะได้ลำดับใหม่ ดังนี้ 1. 3, 15, 35, 63, 99, … ลำดับไดเวอร์เจนต์ 2. -2, -2, -2, -2, -2, … ลำดับคอนเวอร์เจนต์ 3. 1, 2, 3 ,4, … ลำดับไดเวอร์เจนต์

เเนะนำหนังสือ

วิชาฟิสิกส์ (ครูบุ๋ม)

ของไหล ความหนาแน่น ความหนาแน่นของวัตถุ(ใช้สัญลักษณ์โรห์อ่านว่า โรห์ rho) ที่มีสสารองค์ประกอบแบบสม่ำเสมอ คือ อัตราส่วนระหว่างค่ามวลต่อหน่วยปริมาตร สูตรความสัมพันธ์  c1_01 เมื่อ m คือมวลของสาร (กิโลกรัม), V คือปริมาตรของสาร (ลูกบาศก์เมตร) ความหนาแน่นสัมพัทธ์(ความถ่วงจำเพาะ) คือ อัตราส่วนระหว่างความหนาแน่นของสารนั้นกับความหนาแน่นของน้ำที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ซึ่งมีค่าเป็น 1000 c1_kgm ความดันในของเหลว ความดันของของไหล คือ อัตราส่วนของแรงที่กระทำต่อวัตถุต่อหน่วยพื้นที่ที่สัมผัสกับของไหล

pcon2-1 สูตรความสัมพันธ์       c2_01 เมื่อ P คือ ความดัน มีหน่วยเป็น c2_02 หรือพาสคัล (pascal:Pa) F คือ แรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุ (นิวตัน) A คือ พื้นที่(ตารางเมตร) และเป็นพื้นที่ราบ (Flat area) ความดันในของเหลวจะแปรผันตรงกับความลึกและความหนาแน่นของของเหลว หากพิจารณาของเหลวที่มีความหนาแน่น pcon01อยู่นิ่งในภาชนะเปิดสู่บรรยากาศ W เป็นน้ำหนักของของเหลวบนพื้นที่ A (หน้าตัดของทรงกระบอก) ดังนั้น c2-03 ให้ความดันบรรยากาศ คือ c2_04wเนื่องจากของเหลวอยู่ในสมดุล หรือc2_05 ดังนั้นที่ก้นแก้ว c2_06 สูตรความดันสัมบูรณ์ c2_09 c2_08คือ ผลรวมของความดันบรรยากาศกับความดันเกจ เรียกว่า ความดันสัมบูรณ์ (Absolute pressure) c2_04wคือ ความดันที่ผิวของเหลวเท่ากับความดันบรรยากาศ c2_07 เป็นความดันเนื่องจากน้ำหนักของของเหลวที่ระดับความลึก h เรียกว่า ความดันเกจ

pcon2-2 จากสูตร สรุปได้ว่า ความดันในของเหลวชนิดเดียวกันที่ระดับความลึกเดียวกันมีค่าเท่ากัน โดยรูปทรงของภาชนะไม่มีผลต่อความดัน –> แรงดันน้ำเหนือเขื่อน

c2_dam จากรูป แรงดันของน้ำเหนือเขื่อน คำนวณได้จาก c2_12 F  คือ แรงดันเฉลี่ยของน้ำที่กระทำกับเขื่อน pcon01คือ ความหนาแน่นของน้ำ l    คือ ความยาวของตัวเขื่อน h   คือ ความสูงของระดับน้ำ –>หลอดแก้วรูปตัวยู ของเหลวสองชนิดมีความหนาแน่น และ ไม่ผสมกันและไม่ทำปฏิกิริยากัน ใส่เข้าไปในหลอดแก้วรูปตัวยู ดังรูป

c2_u

ขาทั้งสองข้างจะเท่ากันหรือไม่ก็ตาม แต่ปลายทั้งสองต้องเปิดสู่อากาศเดียวกัน จะได้  c2_16 –> เครื่องมือวัดความดันของของไหล แมนอมิเตอร์

c2_gas แมนอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือวัดความดันของของไหลที่มีลักษณะดังรูป ส่วนสำคัญคือ หลอดรูปตัวยูมีของเหลวซึ่งมีความหนาแน่น โรห์ บรรจุอยู่ คำนวณความดันได้จาก c2_17 P คือ ความดันแก๊สในถัง c2_18คือ ความดันบรรยากาศ c2_19คือ ความดันเกจของของเหลวสูง d บารอมิเตอร์ pic_con02-3 บารอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือวัดความดันประเภทหนึ่งที่ใช้หลอดยาวปลายข้างหนึ่งปิด และปลายข้างที่เปิดคว่ำลงในอ่างปรอท ความดัน 1 บรรยากาศ เป็นความดันเนื่องจากน้ำหนักของลำปรอทที่สูง 760 มิลลิเมตร คำนวณความดันบรรยากาศได้จาก c2_10 c2_11

กฎของพาสคัลและเครื่องอัดไฮดรอลิก

พาสคัล ได้ค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงความดันที่กระทำต่อของไหลในภาชนะปิดจะมีการส่งผ่านแรงทั้งหมดไปยังทุกจุดของของไหลและผนังของภาชนะ
ด้วยหลักการนี้ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้เครื่องผ่อนแรงที่เรียกว่า “เครื่องอัดไฮดรอลิก” ซึ่งประกอบด้วยกระบอกสูบและลูกสูบสองชุดที่มีขนาดต่างกัน ดังรูป

pic_con03-1

กฏของพาสคัล

c3_01

จากสูตรเมื่อ A2 > A1 จะทำให้ F2 > F1 เครื่องมือที่ทำงานโดยอาศัยหลักการเดียวกันนี้ ได้แก่ แม่แรงรถยนต์ รถแทรกเตอร์ เก้าอี้ทำฟัน และระบบเบรครถยนต์ เป็นต้น

เครื่องมือเหล่านี้จะมีการได้เปรียบเชิงกลดังสมการ

การได้เปรียบเชิงกล

c3_02

ข้อสอบ

ลูกสูบใหญ่ของแม่แรงยกรถยนต์เครื่องหนึ่งมีพื้นที่เป็น 1000 เท่าของลูกสูบเล็ก ถ้าต้องการยก รถมวล 1200 กิโลกรัม จะต้องออกแรงกดที่ลูกสูบเล็กเท่าใด

1. 123 N        2. 36 N        3. 45 N           4. 127.4 N

untitled

เฉลย 4.127.4 N

เเนะนำหนังสือ

วิชาภาษาอังกฤษ English (ครูเเอน)

Tense

Tense คือรูปแบบ(หรือโครงสร้าง)ของกริยา ที่แสดงให้เราทราบว่า การกระทำหรือเหตุการ นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งเรื่อง tense นี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราใช้ tense ไม่ถูก เราก็จะสื่อภาษากับเขา ไม่ได้ เพราะในประโยคภาษาอังกฤษนั้นจะอยู่ในรูปของ tense เสมอ ซึ่งต่างกับภาษาไทยที่เราจะมีข้อความบอกว่าาเกิดขึ้นเมื่อใดมาช่วยเสมอ แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป tense นี้มาเป็นตัวบอก ดังนี้การศึกษาเรื่อง tense จึงเป็นเรื่องจำ เป็น.

Tense ในภาษาอังกฤษนี้จะแบ่ง ออกเป็น 3 tense ใหญ่ๆคือ

1. Present tense ปัจจุบัน

2. Past tense อดีตกาล

3. Future tense อนาคตกาล

ในแต่ละ tense ยังแยกย่อยได้ tense ละ 4 คือ

1 . Simple tense ธรรมดา(ง่ายๆตรงๆไม่ซับซ้อน).

2. Continuous tense กำลังกระทำอยู่(กำลังเกิดอยู่)

3. Perfect tense สมบูรณ์(ทำเรียบร้อยแล้ว).

4. Perfect continuous tense สมบูรณ์กำลังกระทำ(ทำเรียบร้อยแล้วและกำลัง ดำเนินอยู่ด้วย).

โครงสร้างของ Tense ทั้ง 12 มีดังนี้

Present Tense

[1.1] S + Verb 1 + ……(บอกความจริงที่เกิดขึ้นง่ายๆ ตรงๆไม่ซับซ้อน).

[Present] [1.2] S + is, am, are + Verb 1 ing + …(บอกว่าเดี๋ยวนี้กำลังเกิดอะไร อยู่).

[1.3] S + has, have + Verb 3 + ….(บอกว่าได้ทำมาแล้วจนถึง ปัจจุบัน).

[1.4] S + has, have + been + Verb 1 ing + …(บอกว่าได้ทำมาแล้วและกำลังทำ ต่อไปอีก).

Past Tense

[2.1] S + Verb 2 + …..(บอกเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วใน อดีต).

[Past] [2.2] S + was, were + Verb 1 +…(บอกเรื่องที่กำลังทำอยู่ในอดีต).

[2.3] S + had + verb 3 + …(บอกเรื่อที่ทำมาแล้วในอดีตใน ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).

[2.4] S + had + been + verb 1 ing + …(บอกเรื่องที่ทำมาแล้วอย่างต่อ เนื่องไม่หยุด).

Future Tense

[3.1] S + will, shall + verb 1 +….(บอก เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต).

[Feature] [3.2] S + will, shall + be + Verb 1 ing + ….(บอกว่าอนาคตนั้นๆกำลังทำอะไร อยู่).

[3.3] S + will,s hall + have + Verb 3 +…(บอกเรื่องที่จะเกิดหรือสำเร็จ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง).

[3.4] S + will,shall + have + been + verb 1 ing +.. ..(บอกเรื่องที่จะทำอย่างต่อเนื่องในเวลาใด – เวลาหนึ่งในอนาคตและ จะทำต่อไปเรื่อยข้างหน้า).

หลักการใช้แต่ละ tense มีดังนี้

[1.1] Present simple tense เช่น He walks. เขาเดิน,

1. ใช้กับ เหตุการที่เกิดขึ้นตามความจริงของธรรมชาติ และคำสุภาษิตคำ พังเพย.

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงในขณะที่พูด (ก่อนหรือหลังจะไม่จริงก็ตาม).

3. ใช้กับกริยาที่ทำนานไม่ได้ เช่น รัก, เข้าใจ, รู้ เป็นต้น.

4. ใช้กับการกระทำที่คิดว่าจะเกหิดขึ้นในอนาคตอันใกล้(จะมีคำวิเศษณ์บอกอนาคตร่วมด้วย).

5. ใช้ในการเล่าสรุปเรื่องต่างๆในอดีต เช่นนิยาย นิทาน.

6. ใช้ในประโยคเงื่อนไขในอนาคต ที่ต้นประโยคจะขึ้นต้น ด้วยคำว่า If (ถ้า), unless (เว้นเสียแต่ว่า), as soon as (เมื่อ,ขณะที่), till (จนกระทั่ง) , whenever (เมื่อไรก็ ตาม), while (ขณะที่) เป็นต้น.

7. ใช้กับเรื่องที่กระทำอย่างสม่ำเสมอ และมีคำวิเศษณ์บอกเวลาที่สม่ำเสมอร่วมอยู่ด้วย เช่น always (เสมอๆ), often (บ่อยๆ), every day (ทุกๆวัน) เป็นต้น.

8. ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น [1.1] ประโยคตามต้องใช้ [1.1] ด้วยเสมอ.

[1.2] Present continuous tense เช่น He is walking. เขากำลังเดิน.

1. ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูด(ใช้ now ร่วมด้วยก็ได้ โดยใส่ไว้ต้น ประโยค, หลังกริยา หรือสุดประโยคก็ ได้).

2. ใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในระยะเวลาอันยาวนาน เช่น ในวันนี้ ,ในปีนี้ .

3. ใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้พูดมั่นใจว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น เร็วๆนี้, พรุ่งนี้.

*หมายเหตุ กริยาที่ทำนานไม่ได้ เช่น รัก ,เข้าใจ, รู้, ชอบ จะนำมาแต่งใน Tense นี้ไม่ได้.

[1.3] Present perfect tense เช่น He has walk เขาได้เดินแล้ว.

1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และต่อเนื่องมาจนถึง ปัจจุบัน และจะมีคำว่า Since (ตั้งแต่) และ for (เป็นเวลา) มาใช้ร่วมด้วยเสมอ.

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยทำมาแล้วในอดีต (จะกี่ครั้งก็ได้ หรือจะทำอีกใน ปัจจุบัน หรือจะทำในอนาคต ก็ได้)และจะมีคำ ว่า ever (เคย) , never (ไม่เคย) มาใช้ร่วมด้วย.

3. ใช้กับเหตุการณ์ที่จบลงแล้วแต่ผู้พูดยังประทับใจอยู่ (ถ้าไม่ประทับใจก็ใช้ Tense

4. ใช้กับ เหตุการที่เพิ่งจบไปแล้วไม่นาน(ไม่ได้ประทับใจอยู่) ซึ่งจะมีคำเหล่านี้มาใช้ร่วมด้วยเสมอ คือ Just (เพิ่งจะ), already (เรียบร้อยแล้ว), yet (ยัง), finally (ในที่สุด) เป็นต้น.

[1.4] Present perfect continuous tense เช่น He has been walking . เขาได้กำลังเดินแล้ว.

* มีหลักการใช้เหมือน [1.3] ทุกประการ เพียงแต่ว่าเน้นว่าจะทำต่อไปในอนาคตด้วย ซึ่ง [1.3] นั้นไม่เน้นว่าได้กระทำอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ส่วน [1.4] นี้เน้นว่ากระทำมาอย่างต่อเนื่องและจะกระทำต่อไปในอนาคตอีกด้วย.

[2.1] Past simple tense เช่น He walked. เขาเดิน แล้ว.

1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต มิได้ต่อเนื่องมาถึงขณะ ที่พูด และมักมีคำต่อไปนี้มาร่วมด้วยเสมอในประโยค เช่น Yesterday, year เป็นต้น.

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำเป็นประจำในอดีตที่ผ่านมาในครั้งนั้นๆ ซึ่งต้องมีคำวิเศษณ์บอกความถี่ (เช่น Always, every day ) กับคำวิเศษณ์ บอกเวลา (เช่น yesterday, last month ) 2 อย่างมาร่วมอยู่ด้วยเสมอ.

3. ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้เกิด อยู่ หรือไม่ได้เป็นดั่งในอดีตนั้นแล้ว ซึ่งจะมีคำว่า ago นี้ร่วมอยู่ด้วย.

4. ใช้ในประโยคที่คล้อยตามที่เป็น [2.1] ประโยคคล้อยตามก็ต้อง เป็น [2.1] ด้วย.

[2.2] Past continuous tense เช่น He was walking . เขากำลังเดินแล้ว

1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน { 2.2 นี้ไม่นิยมใช้ตามลำพัง – ถ้าเกิดก่อนใช้ 2.2 – ถ้าเกิดทีหลังใช้ 2.1}.

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่ ไดกระทำติดต่อกันตลอดเวลาที่ได้ระบุไว้ในประโยค ซึ่งจะมีคำบอกเวลาร่วมอยู่ด้วยในประโยค เช่น all day yesterday etc.

3. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่กำลังทำในเวลาเดียวกัน(ใช้เฉพาะกริยาที่ทำได้นานเท่านั้น หากเป็นกริยาที่ทำนานไม่ได้ก็ใช้หลักข้อ 1 ) ถ้าแต่งด้วย 2.1 กับ 2.2 จะดูจืดชืดเช่น He was cleaning the house while I was cooking breakfast.

[2.3] Past perfect tense เช่น He had walk. เขาได้เดินแล้ว.

1. ใช้กับ เหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต มีหลักการใช้ดังนี้.

เกิดก่อนใช้ 2.3 เกิดทีหลังใช้ 2.1.

2. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำอันเดียวก็ได้ในอดีต แต่ต้องระบุชั่วโมงและวันให้แน่ชัดไว้ในทุกประโยคด้วยทุกครั้ง เช่น She had breakfast at eight o’ clock yesterday.

[2.4] past perfect continuous tense เช่น He had been walking.

มีหลักการใช้เหมือนกับ 2.3 ทุกกรณี เพียงแต่ tense นี้ ต้องการย้ำถึงความต่อเนื่องของการกระทำที่ 1 ว่าได้กระทำต่อเนื่องไปจนถึงการกระทำที่ 2 โดยมิได้หยุด เช่น When we arrive at the meeting , the lecturer had been speaking for an hour . เมื่อพวกเราไปถึงที่ ประชุม ผู้บรรยายได้พูดมาแล้ว เป็นเวลา 1 ชั่วโมง.

[3.1] Future simple tense เช่น He will walk. เขาจะเดิน.

ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะมีคำว่า tomorrow, to night, next week, next month เป็นต้น มาร่วมอยู่ด้วย.

* Shall ใช้กับ I we.

Will ใช้กับบุรุษที่ 2 และนามทั่วๆไป.

Will, shall จะใช้สลับกันในกรณีที่จะให้คำมั่นสัญญา, ข่มขู่บังคับ, ตกลงใจแน่วแน่.

Will, shall ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือจงใจก็ได้.

Be going to (จะ) ใช้กับความจงใจของมนุษย์ เท่านั้น ห้ามใช้กับเหตุการณ์ของธรรมชาติและนิยมใช้ใน ประโยคเงื่อนไข.

[3.2] Future continuous tense เช่น He will be walking. เขากำลังจะ เดิน.

1. ใช้ในการบอกกล่าวว่าในอนาคตนั้นกำลังทำอะไรอยู่ (ต้องกำหนดเวลาแน่นอน ด้วยเสมอ).

2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต มีกลักการใช้ดังนี้.

– เกิดก่อนใช้ 3.2 S + will be, shall be + Verb 1 ing.

– เกิดทีหลังใช้ 1.1 S + Verb 1 .

[3.3] Future prefect tens เช่น He will walked. เขาจะได้เดินแล้ว.

1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะ เกิดขึ้นหรือสำเร็จลงในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต โดยจะมีคำว่า by นำหน้ากลุ่มคำที่บอกเวลา ด้วย เช่น by tomorrow , by next week เป็น ต้น.

2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต มีหลักดังนี้.

– เกิดก่อนใช้ 3.3 S + will, shall + have + Verb 3.

– เกิด ที่หลังใช้ 1.1 S + Verb 1 .

[3.4] Future prefect continuous tense เช่น He will have been walking. เขาจะได้กำลัง เดินแล้ว.

ใช้เหมือน 3.3 ต่างกันเพียงแต่ว่า 3.4 นี้เน้นถึงการกระทำที่ 1 ได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงการกระทำที่ 2 และจะกระทำต่อไปในอนาคต อีกด้วย.

* Tense นี้ไม่ค่อยนิยมใช้บ่อย นัก โดยเฉพาะกริยาที่ทำนาน ไม่ได้ อย่านำมาแต่งใน Tense นี้เด็ดขาด.

ข้อสอบ

1. My mother ……a new house last month.

a. buy      b. buys      c. bought     d. is buying

เฉลย 1. c เพราะเป็น part simple

หนังสือเเนะนำ

วิชาเคมี (ครูวศินี แสงศรีจันทร์)

เคมีอินทรีย์

เคมีอินทรีย์ เป็นการศึกษาสารที่พบในสิ่งมีชีวิต ในปัจจุบันเป็นการศึกษา สารประกอบของธาตุคาร์บอนทั้งหมด มีสารประกอบอินทรีย์มากกว่า 2 ล้านชนิด ซึ่งมากกว่าสารประกอบเคมีอื่นรวมกัน

การแบ่งสารประกอบอินทรีย์

• อะลิเฟติก (Aliphatic compounds) : เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มี โครงสร้างเป็นโซ่เปิดโดยที่อะตอมคาร์บอนต่อกันเป็น โซ่ตรง หรือ เรียกว่า โซ่หลัก (main chain) และโซ่แขนง (branch) ซึ่งอาจเป็น พันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสามก็ได้

• อะลิไซคลิก (Alicyclics) เป็นสารประกอบที่โครงสร้างคาร์บอนต่อกัน เป็นวง (ring) โดยที่อะตอมคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์ซ่ึงอาจ เป็นพันธะเดี่ยวหรือพันธะคู่ ก็ได้

โมเลกุลไซโคลเฮกเซน เป็นตัวอย่างของโมเลกุลท่ีมีวง แหวนของอะตอมคาร์บอน

• อะโรเมติก (Aromatic compounds) : เป็นสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งโมเลกุลประกอบด้วยวงแหวน เบนซีน (benzene)

• เฮทเทอโรไซคลิก (Heterocyclic) เป็นสารประกอบที่มีอะตอมคาร์บอน ต่อกันโดยมีอะตอมของธาตุอื่น เช่น N, S, O มาคั่น

หมู่ฟังก์ชันนัล (Functional Groups)

“หมู่ฟังก์ชันนัลคืออะตอมหรือหมู่ของอะตอมที่มีอยใู่นโมเลกุลซ่ึงทาให้ โมเลกุลน้ันมีสมบัติทางเคมีเฉพาะตัว”

สารประกอบอินทรีย์ท้ังหมดอาจแบ่งเป็นชนิดต่างๆตามหมู่ ฟังก์ชันนัล ซ่ึงหมู่ฟังก์ชันนัลที่พบบ่อยๆ มี 11 ชนิดด้วยกันคือ ไฮโดรคาร์บอน (แอลคีนและแอลไคน์), แอลกอฮอล์, อัลคิลเฮไลด์, อีเทอร์, แอลดีไฮด์, คีโตน, กรดคาร์บอกซิลิก, เอสเทอร์, เอมีน และ เอไมด์

ดังนั้นสารประกอบอินทรีย์ที่มีอยู่ในกลุ่มหรือชนิดเดียวกันจะมี หมู่ฟังก์ชันนัลท่ีเหมือนกัน จึงทาให้มีสมบัติทางเคมีที่คล้ายกัน

Functional group : หมู่ฟังก์ชันนัล คือ อะตอมหรือกลุ่มของอะตอม ซึ่งเป็นส่วนแสดงสมบัติทางเคมีของโมเลกุลส่วนใหญ่ โมเลกุล สารอินทรีย์สามารถมีหมู่ฟังก์ชันได้หลายกลุ่ม

การเรียกชื่อสารประกอบอินทรีย์

1. ชื่อสามัญ (Common name)

ชื่อที่เรียกตามแหล่งกาเนิด เช่น acetic acid มาจากภาษา ละตินว่า acetum แปลว่า vinegar

2. ชื่อ IUPAC (ค.ศ. 1892)
IUPAC = International Union of Pure and Applied Chemistry

• prefix tells the number of carbon atoms in the parent • infix tells the nature of the carbon-carbon bonds
• suffix tells the class of compound

• เลือกโซ่อะตอมคาร์บอนที่ยาวท่ีสุดเป็น โซ่หลัก (ในกรณีที่มีหมู่ฟังก์ชันนัล โซ่หลัก จะต้องมีหมู่ฟังก์ชันนัลอยู่ด้วย)

CH3-CH2-CH-CH2-CH2-CH3 CH2-CH2-OH

• จานวนอะตอมคาร์บอนในโซ่หลักใช้คา นาหน้าตามจานวนอะตอมคาร์บอน

• ชื่อลงท้ายเป็นตามชนิดของหมู่ฟังก์ชันนัล เช่น

1) ไฮโดรคาร์บอน 2) แอลกอฮอล์
3) แอลดีไฮด์ 4) คีโตน
5) กรดคาร์บอกซิลิก 6) เอมีน 7) เอสเทอร์

– แอลเคน ลงท้ายด้วย -ane – แอลคีน ลงท้ายด้วย -ene – แอลไคน์ ลงท้ายด้วย -yne ลงท้ายด้วย -ol

ลงท้ายด้วย -al ลงท้ายด้วย -one ลงท้ายด้วย -oic acid ลงท้ายด้วย -mine ลงท้ายด้วย -ate
สิ้นสุดการสนทนา

ข้อสอบ

ธาตุคาร์บอนมีอิเล็กตรอนในเซลล์นอกสุดมีกี่อนุภาค

ก. 1              ข. 2                 ค. 3                  ง. 4

เฉลย ก.1

เเนะนำหนังสือ

วิชาสังคม (ครูนิยม ชมชื่น)

ยุคเเรกเริ่ม

display

จากหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งค้นพบในพื้นที่หลายแห่งของประเทศ ทำให้เชื่อได้ว่าบริเวณที่เป็นประไทยในปัจจุบันนี้ มีมนุษย์อาศัยอยู่เป็นชุมชนตั้งแต่เมื่อเกือบ 6 พันปีที่แล้ว โดยชนชาติที่ครอบครองดินแดนแห่งนี้ในยุคแรกๆ คือ ชาวละว้าและชาวป่าชาวเขาในตระกูลมอญและขอมโบราณ ได้ก่อตั้งอาณาจักรลพบุรีขึ้น ณ บริเวณที่ตั้งของจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน จนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 มีอาณาจักรต่างๆ ที่ครอบครองดินแดนในแถบนี้ในเวลาต่อมาอีก ได้แก่ อาณาจักรขอม ครอบครองดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูนทางตะวันออก มีเมืองหลวงอยู่ที่นครวัด ในราชอาณาจักรกัมพูชาในปัจจุบัน อาณาจักรทวารวดีของชนชาติมอญ ครอบครองพื้นที่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปถึงตอนเหนือของคาบสมุทรมลายา โดยมีเมืองศูนย์กลางอยู่ที่นครปฐม อาณาจักรศรีวิชัยของชาวมลายู อยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายา ในระหว่างนั้นชนชาติไทยโบราณที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ได้อพยพโยกย้ายลงมาตั้งอาณาจักรน่านเจ้าขึ้นในบริเวณมณฑลยูนนาน ในเขตสิบสองปันนา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ก่อนจะถูกรุกรานจากชนชาติจีนซึ่งเข้มแข็งกว่า แล้วเดินทางถอยลงมาทางใต้ตามแนวแม่น้ำโขง ในดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน เพื่อหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าเดิมสำหรับทำอาชีพกสิกรรม และตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่หลายแห่งในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในความครอบครองของชนชาติขอม ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ได้ปรากฏอาณาจักรล้านนาขึ้นบนฝั่งแม่น้ำโขง ในบริเวณที่ตั้งของอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบัน และอาณาจักรล้านช้าง อันเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงพระบางของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน

สมัยสุโขทัย

display

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ในช่วงเวลาเดียวกับยุคสมัยอาณาจักรล้านนารุ่งเรืองทางตอนเหนือ ชาวไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามาอยู่ในดินแดนของขอม ได้รวมตัวกันและสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเป็นอิสระจากขอม ภายใต้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีพระร่วงเจ้า หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นกษัตริย์พระองค์แรก มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่กรุงสุโขทัย หรือจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยทรงปกครองประเทศด้วยพระองค์เอง โดยมีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ช่วยเหลือ รูปแบบการปกครองในสมัยนั้นอาจจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การปกครองส่วนกลาง ได้แก่ เมืองหลวง และเมืองลูกหลวง หรือเมืองหน้าด่าน ที่อยู่รายล้อมเมืองหลวงทั้ง 4 ทิศ ประกอบด้วย เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) ทางทิศเหนือ เมืองสองแคว (พิษณุโลก) ทางทิศตะวันออก เมืองสระหลวง (พิจิตร) ทางทิศใต้ และเมืองกำแพงเพชร (ชากังราว) ทางทิศตะวันตก การปกครองหัวเมือง หรือเมืองที่อยู่นอกอาณาเขตเมืองลูกหลวง แบ่งเป็นหัวเมืองชั้นนอกและหัวเมืองประเทศราช อาณาจักรสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อมาอีกหลายพระองค์ และขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ผู้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของอาณาจักร พระองค์ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้าไว้ในปกครองมากมาย จนยากที่จะปกครองได้อย่างทั่วถึง ต่อมาจึงประสบปัญหาทั้งจากภายนอกและภายใน และค่อยๆ ตกต่ำลงจนถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาไปในที่สุด

สมัยอยุธยา

display

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 กลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ ภายใต้การนำของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง สถาปนาขึ้นเป็นกรุงศรีอยุธยา และได้รวบรวมอาณาจักรอื่นๆ รวมทั้งกรุงสุโขทัยเข้าไว้ในการปกครองเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังขยายอำนาจออกไปทั่วบริเวณคาบสมุทรอินโดจีน แหลมมลายู จนถึงเกาะปีนังและสิงคโปร์ มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติหลายประเทศ จึงเป็นช่วงเวลาที่มีวัฒนธรรมจากดินแดนอื่นๆ เผยแพร่เข้ามามาก พระเจ้าอู่ทองได้ปรับปรุงระบอบการปกครองในส่วนกลางของกรุงศรีอยุธยา เป็นแบบจตุสดมภ์ตามแบบอย่างของขอม คือ กษัตริย์เป็นผู้อำนวยการปกครอง มีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา พร้อมทั้งตรากฎหมายลักษณะอาญาหลวงและกฎหมายลักษณะอาญาราษฎรขึ้น เพื่อเป็นบรรทัดฐานในกระบวนการยุติธรรม ต่อมากรุงศรีอยุธยาได้สูญเสียเอกราชครั้งที่ 1 ให้แก่พม่า ใน พ.ศ. 2112-2124 ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ทรงกอบกู้เอกราชกลับคืน และได้ประกาศอิสรภาพเมื่อ พ.ศ. 2127 จากนั้นได้ทรงขยายอาณาเขตไปกว้างไกล กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองมากและแผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องกันมารวม 33 พระองค์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2310 เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองขาดความสนใจในหน้าที่บ้านเมือง เกิดความแตกแยกภายใน บ้านเมืองระส่ำระสาย การปกครองขาดเสถียรภาพ ทั้งยังว่างเว้นจากการศึกสงครามมาเป็นเวลานาน กรุงศรีอยุธยาจึงถูกพม่ารุกราน และตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าอีกเป็นครั้งที่ 2

สมัยธนบุรี

display

ในปี พ.ศ. 2310 เมื่อพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เจ้าพระยาตากได้รวบรวมไพล่พลประมาณ 500 นาย ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าออกไปตั้งมั่นที่เมืองจันทบุรี เมื่อรวบรวมไพร่พลได้อีกจำนวนหนึ่ง ก็ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ในปีเดียวกัน แต่เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้นได้รับความเสียหายเกินกว่าที่จะฟื้นฟูได้ และเป็นเมืองที่พม่ารู้เส้นทางดีอยู่แล้ว ทำให้ยากต่อการปกป้องรักษาบ้านเมือง เจ้าพระยาตากจึงย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงธนบุรี แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปกครองอาณาจักรกรุงธนบุรี สำหรับด้านการเมืองการปกครองของกรุงธนบุรีนั้น ยังคงใช้ระบอบที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือพระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการปกครอง การปกครองส่วนกลางมีสมุหกลาโหมดูแลฝ่ายทหาร และมีสมุหนายกดูแลฝ่ายพลเรือน และจัดตั้งจตุสดมภ์ แบ่งการปกครองออกเป็น 4 ส่วน คือ เวียง วัง คลัง นา การปกครองหัวเมืองแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน หรือเมืองจัตวา มีผู้ปกครองเรียกว่าผู้รั้ง หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าเมือง และหัวเมืองประเทศราช ที่มีอำนาจปกครองตนเอง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปกครองบ้านเมืองมาจนกระทั่งถึง พ.ศ. 2325 รวมระยะเวลาที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานี 15 ปี

สมัยรัตนโกสินทร์

display

หลังจากสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว เศรษฐกิจของเมืองก็ตกอยู่ในสภาพที่ตกต่ำมากจากการทำศึกสงครามรวบรวมอาณาจักรไทยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การทำสงครามกับพม่าเพื่อปกป้องราชธานี และต้องทำนุบำรุงบ้านเมืองตลอดเวลา ต่อมาในปี พ.ศ. 2325 พระยาจักรี นายทหารซึ่งได้ร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกอบกู้เอกราชของบ้านเมืองเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 จึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และได้ทรงสร้างเมืองหลวงขึ้นใหม่ที่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นชัยภูมิที่ดีกว่า และพระราชทานนามว่า “กรุงเทพมหานคร” แม้ปัญหาด้านการปกครองภายในจะเบาบางลงในยุคนี้ แต่การรุกรานจากชาติตะวันตกกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 และ 5 ประเทศในแถบเอเชียตอนใต้ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกเกือบทั้งหมด มีประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ดำรงความเป็นเอกราชมาได้ เนื่องด้วยพระปรีชาสามารถในการดำเนินวิเทโศบายด้านการเมืองและการต่างประเทศของพระมหากษัตริย์ไทย โดยทรงเจริญสัมพันธไมตรีและดำเนินการด้านการค้าและสัญญาต่างๆ กับประเทศมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งบางครั้งต้องยอมสูญเสียดินแดนหรือผลประโยชน์ของประเทศบางส่วน เพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของชาติ ในช่วงเวลานี้เองที่แนวคิดทางการเมืองการปกครองแบบใหม่ๆ ได้หลั่งไหลมาสู่ประเทศไทยมากขึ้น ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของโลกตกต่ำเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอันมาก และทำให้เกิดความไม่พอใจต่อผู้มีอำนาจปกครอง ซึ่งถูกมองว่ามีการหาประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้อง ทั้งที่ประชาชนตกอยู่ในสภาวะยากแค้น ในที่สุดคณะราษฎรจึงได้ทำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และใช้มาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์จักรีสืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือพระรามาธิบดีที่ 9 และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกในปัจจุบัน

ข้อสอบ

การสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตรงกับปีพ.ศ. ใด

1. 712              2. 1893             3. 1876             4. 1900

เฉลย  2. 1893

เเนะนำหนังสือ

วิชาภาษาไทย (ครูนิ่ม)

     ขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานชีวิตรักสามเส้าที่ชาวกรุงศรีอยุธยานำมาเล่าขานในรูปของลำนำปากเปล่าประกอบการขยับกรับที่เรียกว่า “การขับเสภา” มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา นักขับเสภาจะร้องเฉพาะตอนสำคัญๆ ไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์ เพิ่งจะมารวบรวมเรียบเรียงเป็นเรื่องเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้ตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ปี พ.ศ.๒๔๑๕ โดยโรงพิมพ์หมอสมิท ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๐ จึงได้มีการชำระต้นฉบับของหลวงและของชาวบ้าน จัดพิมพ์ขึ้นเป็นฉบับหอสมุดวชิรญาณ ซึ่งเป็นต้นแบบของเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่รู้จักกันทั่วไป

นิทานขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องรักสามเส้าของหนุ่มสาวสองรุ่น รุ่นพ่อและรุ่นลูก โครงเรื่องรุ่นพ่อเป็นเรื่องของชายสองแย่งหญิงหนึ่ง คือเรื่องชิงรักหักสวาทของขุนแผน ขุนช้างและนางพิมพิลาไลย ชาวบ้านสุพรรณบุรี ส่วนโครงเรื่องรุ่นลูกเป็นเรื่องของหญิงสองแย่งชายหนึ่ง คือ เรื่องหึงหวงระหว่างเมียทั้งสองของพระไวยวรนาถ ขุนนางหนุ่มชาวกรุงศรีอยุธยา จนถึงขั้นนางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์เพื่อให้สามีรักตนเพียงคนเดียว

โครงเรื่องของนิทานเรื่องนี้ มีลักษณะเด่นคือ มีความคล้ายคลึงกับเพลงพื้นบ้านประเภทเพลงโต้ตอบของหนุ่มสาวโครงเรื่องแบบชายสองแย่งหญิงหนึ่งตรงกับกลอนตับชิงชู้ และโครงเรื่องแบบเมียน้อยเมียหลวงตรงกับ กลอนตับตีหมากผัวของเพลงพื้นบ้าน โครงเรื่องดังกล่าวเป็นแบบที่ชาวบ้านนิยมมาก ดังพบในละครชาวบ้านหลายเรื่อง นอกจากนี้ นิทานเรื่องนี้ยังมีครบทุกรสชาติ ทั้งรัก รบ ตลก เศร้าโศก บุคลิกของตัวละครหลายตัวในเรื่องมีความโดดเด่น ขุนแผนเป็นผู้ชายในฝันของสาวไทย คือเป็นชายชาตรี รูปงาม วาจาอ่อนหวาน เก่งทั้งวิชาอาวุธและวิชาไสยศาสตร์ และเป็นแบบอย่างของนักรบผู้ภักดีต่อเจ้านาย ขุนช้าง เป็นแบบของชายที่สังคมไม่ชื่นชอบ นอกจากจะมีรูปอัปลักษณ์ หัวล้าน อกขน ยังมีกิริยามารยาททราม ใจคอโหดเหี้ยมและเป็นตัวแทนของเพื่อนที่ทรยศเพื่อน นางวันทอง หรือพิมพิลาไลยเป็นแบบของหญิงไทยที่ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้อื่น

k001

นิทานขุนช้างขุนแผน ยังเป็นเรื่องตัวอย่างแสดงวิถีชีวิตของลูกผู้ชายไทยในอดีต ตั้งแต่เด็กจนโต เริ่มต้นตั้งแต่การศึกษาเล่าเรียน การแสวงหาเครื่องรางของขลัง การแสวงหาของวิเศษเพื่อนำมาเป็นอาวุธคู่กาย จนเข้ารับราชการ ทำศึกสงครามได้รับความดีความชอบ ตลอดจนถึงต้องโทษจำคุก ชีวิตของขุนแผนจับใจคนไทยจนนำไปตั้งเป็นชื่อพระพุทธรูป เช่น ขุนช้างขุนแผน ที่วัดพลายชุมพล จ.สุพรรณบุรี เรียกพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่นั่นว่า เณรแก้ว ที่วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี เรียกพระเครื่องดินเผาบางรุ่นว่า พระขุนแผนไข่ผ่า ขุนแผนแตงกวา เป็นต้น

นิทานขุนช้างขุนแผน มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยภาคกลางมาโดยตลอด เพราะเกี่ยวข้องกับการแสดงหลายประเภทตั้งแต่แรกเริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ใช้เล่าเรื่องประกอบทำนองเรียกว่า ขับเสภา ต่อมามีการนำปี่พาทย์เข้ามารับ ทำให้เกิดการขับเสภาพร้อมปี่พาทย์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ชนชั้นสูงนำละครรำมาผสมจนเกิดเสภารำ ละครเสภา ละครพันทาง ส่วนชาวบ้านนำเพลงพื้นบ้านมาผสมจนเกิดเพลงทรงเครื่อง และนิยมนำไปแสดงลิเก

ปัจจุบัน นิทานขุนช้างขุนแผนได้ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ไทยหลายครั้งหลายหน เช่น เรื่องขุนแผนผจญภัย นอกจากนี้ก็นำไปสร้างเป็นหนังสือการ์ตูน หนังสือนิทานและนำบางตอน เช่นตอนกำเนิดพลายงาม ไปเป็นแบบเรียนหลักสูตรวิชาภาษาไทยในการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการด้วย นับเป็นเรื่องหนึ่งที่คนไทยทุกภาครู้จักดี

k002

ข้อสอบ

ข้อใดไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้นางวันทองถูกประหารชีวิต

ก. นางวันทองเป็นเมียขุนแผนแล้วยังยอมเป็นเมียขุนช้างอีก

ข. พระพันวษาทรงพระพิโรธนางวันทองที่ไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาด

ค. ขุนแผนไม่ได้เพ็ดทูลของนางวันทองคืนจากขุนช้าง

ง. จมื่นไวยไปลักแม่มาในยามค่ำคืน

เฉลย  ก.นางวันทองเป็นเมียขุนเเผนเเล้วยังยอมเป็นเมียขุนช้างอีก

เเนะนำหนังสือ

khun2

วิชาชีววิทยา  เรื่อง พันธุศาสตร์ (ครูโฟม)

กฎข้อที่ 1 กฎแห่งการแยกตัว (LAW OF SEGREGATION) มีใจความว่า “สิ่งที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมีอยู่เป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะแยกจากกันในระหว่างการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ทำให้เซลล์สืบพันธุ์แต่ละเซลล์มีหน่วยควบคุมลักษณะนี้เพียง 1 หน่วย และ จะกลับมาเข้าคู่อีกเมื่อเซลล์สืบพันธุ์ผสมกัน”
กฎข้อที่ 2 กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (LAW OF INDEPENDENT ASSORTMENT) มีใจความว่า “ในเซลล์สืบพันธุ์จะมีการรวมกลุ่มของหน่วยพันธุกรรม ของลักษณะต่างๆ การรวมกลุ่มเหล่านี้เป็นไปได้อย่างอิสระ จึงทำให้เราสามารถทำนายผลที่เกิดขึ้นในรุ่นลูก และรุ่นหลาน”

แนะนำหนังสือ

03

ตัวอย่างข้อสอบ
ข้อใดคือเหตุผลที่นักเพาะพันธุ์สุนัขเพื่อขายหลีกเลี่ยงมิให้สุนัข ผสมพันธุ์กันเอง ระหว่างพ่อกับลูกหรือแม่กับลูก และพี่กับน้อง
ก. ขนาดตัวเล็กลง
ข. ลูกสุนัขอ่อนแอ อัตรารอดตายต่ำ
ค. ทำให้ยีนที่นำลักษณะด้อยมีโอกาสเป็นโฮโมไซกัส
ง. ลูกสุนัขจะมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก ไม่มีลักษณะแปลกใหม่เกิดขึ้น

เฉลย ค.

วิชาสุขศึกษา (ครูประกาย)

เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์

ภายในร่างกาย อาจจำแนกออกได้เป็น 10 ระบบ ดังนี้

1. ระบบผิวหนัง (Intergumentary System) ทำหน้าที่ห่อหุ้มปกคลุมร่างกาย ประกอบด้วยผิวหนัง (Skin) และอวัยวะที่เปลี่ยนแปลงมาจากผิวหนัง เช่น ขน ผม เล็บ ต่อมเหงื่อ ต่อมน้ำมัน
2. ระบบกล้ามเนื้อ (Muscular System) ทำหน้าที่ช่วยทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว
3. ระบบโครงกระดูก (Skeletal System) ทำหน้าที่ทำงานร่วมกับระบบกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นโครงร่างของร่างกายอีกด้วย
4. ระบบหมุนเวียนโลหิต (Circulatory System) ทำหน้าที่นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และนำคาร์บอนไดออกไซด์กับของเสียจากเซลล์มาขับทิ้ง นอกจากนี้ ยังนำฮอร์โมนที่ผลิตได้จากต่อมไร้ท่อเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
5. ระบบหายใจ (Respiratory System) ทำหน้าที่รับออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์จากภายในออกมาขับทิ้งสู่ภายนอกร่างกาย โดยอาศัยระบบไหลเวียนโลหิตเป็นตัวกลางในการลำเลียงแก๊ส
6. ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกระบบในร่างกาย ให้สัมพันธ์กันโดยทำงานร่วมกับระบบต่อมไร้ท่อนอกจากนี้ยังทำหน้าที่รับและตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก
7. ระบบต่อมต่าง ๆ (glands System) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมน (hormone) ซึ่งเป็นสารเคมีและของเหลวโดยทำงานร่วมกับระบบประสาทในการควบคุมปฏิกริยาการเผาผลาญต่าง ๆ ในร่างกาย
8. ระบบย่อยอาหาร (Digestive System) ทำหน้าที่ย่อยสลายอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เป็นสารอาหาร และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
9. ระบบขับถ่าย (Excretory System) ทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการให้ออกจากร่างกาย
10. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System) ทำหน้าที่สืบทอด ดำรงและขยายเผ่าพันธุ์ ให้มีจำนวนมากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์

เเนะนำหนังสือ

วิชาศิลปะ (ครูหน่อย)

เเนะนำหนังสือ

วิชาภาษาไทย (ของครูมัลลิกา)

เรื่อง การตีความ

การอ่านตีความ คือ การอ่านเพื่อพยายามเข้าใจความหมาย และถอดความรู้สึกอารมณ์สะเทือน ใจ จากข้อความที่ผู้เขียนสื่อให้อ่านอาจจะตีความหมายได้ตรงกับความมุ่งหมายหรือเจตนาของผู้เขียน ก็ได้ หรือบางครั้งอาจจะเข้าใจความหมายตามวิธีของตนเอง โดยอาศัยพื้นความรู้เดิมความสนใจ ประสบการณ์ ระดับสติปัญญา และวัย

จุดมุ่งหมายของการอ่านตีความ

การอ่านตีความมีจุดมุ่งหมายเพื่อพิจารณาข้อความหรือเรื่องนั้น ๆ มีความหมายที่แท้จริงว่า อย่างไรและสามารถที่จะอธิบายถึงเจตนา และความคิดของผู้เขียนได้อย่างชัดเจนการตีความจากการ อ่านจะแตกต่างกันไปด้วยสาเหตุหลายประการ ได้แก่

1. ความสามารถของแต่ละบุคคล

2. วัย เพราะความรู้สึกนึกคิด ความซาบซึ้ง ความสนใจ ตลอดจนความรู้ย่อมแตกต่างกันไป ตามวัยต่าง ๆ กัน ทั้ง ที่เป็นเรื่องเดียวกัน

3. ประสบการณ์ เนื่องจากความเข้าใจและความซาบซึ้งในเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เพราะคนที่ไม่เคยประสบกับเหตุการณ์ใด ก็จะข้าใจและซาบซึ้งน้อยกว่าคนที่มีประสบการณ์เรื่องนั้น มาแล้ว

4. ความเข้าใจถ้อยคา ซึ่งหมายถึง ความหมายของคา ซึ่งเป็นส่วนสาคัญของการตีความหาก ไม่เข้าใจถ้อยคา ก็จะตีความได้ไม่ถูกต้องและไม่ลึกซึ้ง

5. ความสามารถในการเปรียบเทียบกับเรื่องอื่น หมายถึง ความเข้าใจและสามารถนาไป เกี่ยวข้องกับข้อความอื่นที่มีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการตีความตามตัวอักษร ตีความตามเนื้อหา หรือตีความตามน้าเสียงก็ตาม ตัวอย่าง เช่น

เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง

ตีความตามตัวอักษร : อันมูลช้างนั้นขนาดใหญ่กว่ามูลคน ฉะนั้นอย่าทาตามช้าง
ตีความหมายเนื้อหา : ให้รู้จักประมาณตนหรือทำสิ่งใดตามอัตภาพ
ตีความตามน้าเสียง : ทาอะไรควรดูตามฐานะของตนเอง ไม่ควรตามอย่างคนที่มีฐานะดีกว่า

6. ความสามารถในการใช้ถ้อยคา คาบรรยายข้อความของการตีความ ซึ่งบางคนเข้าใจเรื่องได้ดี แต่อธิบายไม่ได้ เพราะไม่สามารถบรรยายให้ดีดังที่ตนรู้และเข้าใจการอ่านเพื่อตีความนั้น ผู้อ่านต้องใช้สติปัญญา เพื่อให้เข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียนสามารถที่ จะสรุปความคิด จับใจความสาคัญ และอธิบายขยายความได้

ข้อปฏิบัติในการอ่านตีความ

1. อ่านเรื่องให้ละเอียดแล้วพยายามจับประเด็นสาคัญให้ได้
2. ขณะที่อ่านต้องพยายามคิดหาเหตุผลและใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และนามาประมวลเข้ากับความคิดของตนเองว่าข้อความหรือเรื่องนั้น ๆ มีความหมายถึงสิ่งใด
3. ทาความเข้าใจกับถ้อยคาบางคาที่มีความสาคัญตลอดจนคาแวดล้อมหรือบริบทประกอบด้วยเพื่อเข้าใจความหมายได้ชัดเจนขึ้น
4. เรียบเรียงถ้อยคาที่จะใช้บรรยายให้มีความหมายชัดเจน
5. จับแต่ใจความสาคัญของเรื่องนั้นด้วยความรู้ความคิดอย่างมีเหตุผล

 วิชาประวัติศาสตร์สากล

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตราบจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เยอะมาก เพราะมีเพียงแค่หลักฐานทางวัตถุบางชิ้น และก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์เท่าไหร่ด้วย

ส่วนยุคประวัติศาสตร์นั้น ค่อนข้างชัดเจนกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะทั้งหมด เพราะเมื่อมีการศึกษาประวัติศาสตร์กันมากขึ้น ก็ทำให้รู้ว่าเราเคยเข้าใจผิดอะไรหลาย ๆ อย่างมานาน และต้องเปลี่ยนความเข้าใจทางประวัติศาสตร์กันใหม่อยู่หลายครั้งก็มี

การแบ่งสมัยในยุคประวัติศาสตร์จะแบ่งโดยใช้เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นจุด เปลี่ยนของยุคสมัยเป็นตัวแบ่ง ซึ่งมีคนแบ่งเอาไว้หลายแนวทาง เพราะมันไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนให้เราเห็น แต่ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น

ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ (ANCIENT HISTORY) สมัย นี้นักประวัติศาสตร์มักจะรวมเอาเหตุการณ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าไปด้วย สมัยนี้ส่วนมากมักจะให้สิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันตก ซึ่งเสียให้แก่เยอรมันในปีค.ศ. 476

ประวัติศาสตร์สมัยกลาง (MEDIEVAL HISTORY) เริ่มเมื่อปีค.ศ. 476 แต่ระยะเวลาสิ้นสุดนั้น บางกลุ่มถือเอาตอนที่กรุงสแตนติโนเปิลตกเป็นของพวกเติร์ก ในปีค.ศ.1453 แต่บางกลุ่มก็ถือว่าสิ้นสุดเมื่อมีการค้นพบทวีปอเมริกา ในปีค.ศ. 1492 และบางกลุ่มก็ถือว่าสิ้นสุดลงพร้อมกับการเริ่มต้นการปฏิรูปต่างๆ ในยุโรป

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ (MODERN HISTORY) เริ่มตั้งแต่การสิ้นสุดของประวัติศาสตร์สมัยกลางจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีบางกลุ่มที่ถือว่าสมัยนี้สิ้นสุดในราวค.ศ. 1900 และได้แบ่งออกเป็นอีกสมัยหนึ่งคือ ประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่สิ้นสุดประวัติศาสตร์สมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน เพราะระยะช่วงนี้เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ขึ้นมากมาย มีรายละเอียดที่มากจนสามารถแบ่งออกเป็นอีกสมัยหนึ่งได้

ส่วนเรื่องของหลักฐานทางประวัติศาตร์นั้น มีการแบ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์ออกเป็น 2 ประเภทคือ หลักฐานที่เป็นวัตถุ (MATERIAL REMAINS) กับหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (WRITTEN ACCOUNTS)

ก่อน 4,000 ปีมาแล้ว หรือในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก็จะมีแต่หลักฐานแบบแรกเพียงอย่างเดียว ก็ต้องใช้การสันนิษฐานประกอบเข้าไปจึงจะมองเห็นสภาพของยุคนั้นได้ ในยุคต่อมาคือยุคประวัติศาสตร์ถึงจะมีหลักฐานแบบที่สอง ซึ่งจะชัดเจนถูกต้องหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้จดบันทึกด้วย

หลักฐานทั้ง 2 ประเภทถ้าเราสามารถหามาประกอบกันได้ก็จะยิ่งทำให้เราสันนิษฐานสภาพทั่วไปและ เหตุการณ์ที่เกิดในยุคสมัยนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ยุคหิน

ยุคหินเก่า (PALEOLITHIC AGE หรือ OLD STONE AGE)

1. อายุประมาณ 2 ล้านปีก่อนคริสต์ศักราช

2. ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และเก็บผลไม้ป่า

3. อาศัยตามถ้ำหรือที่พักหยาบๆ

4. พึ่งพาธรรมชาติและไม่เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ

5. รู้จักใช้ไฟ

6. ประกอบพิธีฝังศพอันเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนา

7. ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำตามความเชื่อและพิธีกรรม

ยุคหินกลาง (MESOLITHIC AGE หรือ MIDDLE STONE AGE)

1. อายุประมาณ 8 พันปีก่อนคริสต์ศักราช

2. เริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แบบง่ายๆ

3. ภาพจิตรกรรมผนังถ้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น จุดมุ่งหมายเพื่อพิธีกรรมความเชื่อเรื่องวิญญาณ

4. มีพิธีกรรมเกี่ยวกับพระ

ยุคหินใหม่

1. อายุประมาณ 4 พันปีก่อนคริสต์ศักราช

2. ผลิตอาหารได้เอง รู้จักเก็บกักอาหาร หยุดเร่ร่อน

3. เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหินประณีตขึ้น

4. รู้จักการทอผ้า เครื่องปั้นดินเผา ทำเครื่องทุ่นแรง เช่น การเสียดสีให้เกิดไฟ การประดิษฐ์เรือ

5. รวมกลุ่มเกษตรกรรมเป็นหมู่บ้าน มีการจัดระเบียบเพื่อควบคุมสังคม มีหัวหน้าชุมชน

6. อนุสาวรีย์หิน (STONECHENGE) ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นงานสถาปัตยกรรมของมนุษย์ เชื่อว่าสร้างเพื่อคำนวณทางดาราศาสตร์ พิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยว ข้องกับการเกษตรหรือบูชาพระอาทิตย์

ยุค โบราณ

กรีก

กรีก เป็นเชื้อสายอินโด ยูโรเปี้ยน เรียกวัฒนธรรมตนเองว่า เฮเลนนีส (HELLENES) เรียกบ้านเมืองตนเองว่า เฉลลัส (HELLAS)

ยุคเฮเลนิค (HELLENIC CIVILIZATION)

– มีศูนย์กลางอยู่ที่เอเธนส์ มีการปกครองแบบนครรัฐ ศูนย์กลางของนครรัฐอยู่ที่ อะโครโปลิส ” มีความเจริญรุ่งเรืองทางการค้ามาก การเดินทางไปค้าขายกับดินอดนต่างๆ ทำให้ชาวกรีกมีโลกทัศน์กว้างขวางและรับวัฒนธรรมจากดินแดนต่างๆ ทำให้ชาวกรีกเป็นคนอยากรู้อยากเห็น เชื่อมั่นในเหตุผล เชื่อในดุลพินิจของตน ส่งผลต่อแนวคิดมนุษย์นิยม (HUMANISM)

– สนใจในธรรมชาตินิยม (NATURALISM) นับถือเทพเจ้าหลายองค์ แต่มีอิสรภาพทางความคิด เพราะศาสนาไม่มีอิทธิพลวิถีเหนือชีวิตของคนในสังคมมากนัก

– แนวคิดประชาธิปไตย มนุษย์ปกครองแบบนครรัฐอิสระ เช่น นครรัฐเอเธนส์ ปกครองแบบประชาธิปไตยทางตรง โดยพลเมืองชายที่เป็นเจ้าของที่ดินและเกิดในนครรัฐจะมีสิทธิในการปกครอง มีสิทธิในการเข้าประชุมสภาราษฎร

อารยธรรมของกรีกซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน ได้แก่

สถาปัตยกรรม

– เน้นความยิ่งใหญ่ เรียบง่าย กลมกลืน

– ไอโอนิคฅ

– โดรินเซียน

ประติมากรรม

– เป็นการปั้นที่เป็นสัดส่วนและสรีระที่เป็นมนุษย์จริง การเปลือยกายเป็นการแสดงออกถึงความงามของมนุษย์ตามธรรมชาติ เช่น นักขว้างจักร

จิตรกรรม

– จิตรกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ การเขียนภาพบนเครื่องปั้นดินเผาลวดลายต่างๆ

วรรณกรรม

– มหากาพย์ลีเลียดและโอเดสซีของโฮมเมอร์

– นิทานอีสปและงานด้านปรัชญาของเพลโต โสเกรตีส อริสโตเติล

ละคร

– ละครสุขนาฏกรรม (COMEDY)

– ละครโศกนาฏกรรม (TEAGEDY)

– การสร้างโรงมหรสพ

ส่วนสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนั้นเป็นยุคที่กรีกเผยแพร่วัฒนธรรมของตน ไปยังด้านตะวันออก จนสามารถครอบครองอียิปต์ เปอร์เซียจนถึงตอนเหนือของอินเดีย จึงมีการผสมผสานศิลปะกรีกกับศิลปะตะวันออก ทำให้เป็นศิลปะที่เน้นความงดงามแบบหรูหราอลังการ แสดงถึงอารมณ์อย่างรุนแรง

สมัยกลาง

เริ่มตั้งแต่อาณาจักรโรมันล่มสลายในปี ค.ศ.476 ศตวรรษที่ 5-15 เนื่องจากการรุกรานของอนารยชนเผ่าติวตัน อำนาจทางการเมืองกระจัดกระจาย ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ผู้คนหันมายึดศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิต ใจ และให้ความหวังกับคนในสังคมว่าจะได้ไปเสวยสุขกับพระเจ้าบนสวรรค์หรือมุ่ง หวังชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้า

คริสต์ศตวรรษที่ 14 ยุโรปมีความตื่นตัวทางด้านการพานิชย์ และแสวงหาดินแดนในโลกอันนำมาซึ่งลัทธิการล่าอาณานิคม ส่วนในทางวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์ มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลของโคเปอร์นิคัส

การค้นพบกระบวนการพิมพ์หนังสือของกูเตนเบอร์กและฟุสท์

ลักษณะสังคม เป็นสังคมในลัทธิฟิวดัล ซึ่งคนในสังคมมีความสัมพันธ์ในฐานะเจ้าของที่ดินและทาสติดที่ดิน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

1. พระ เป็นผู้มีบทบาทมาก เพราะเป็นศูนย์ของความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนาของประชาชน พระสันตปาปาที่กรุงโรมมีอำนาจสูงสุด พระที่มีฐานะรองลงมาก็จะทำหน้าที่ต่างๆ ตามขอบเขตการปกครอง เช่น สั่งสอนประชาชน เก็บภาษีอากร ฯลฯ

2. ชนชั้นปกครอง ได้แก่ กษัตริย์ ขุนนาง และอัศวิน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน มีชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย

3. สามัญชน ได้แก่ ชาวนาและทาสติดที่ดิน ที่ต้องทำงานหนักหาเลี้ยงชีพภายใต้อำนาจสิทธิ์ขาดและการคุ้มครองจากเจ้าของ ที่ดิน ไม่ค่อยมีการปรับปรุงที่ดินเพื่อการเกษตร ผลผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของชุมชน

วรรณกรรม

สมัยกลางช่วงต้น จะเน้นวรรณกรรมศาสนาหรือวรรณกรรมสะท้อนภาพสังคมฟิวดัล เช่น THE CITY OF GOD

สมัยกลางช่วงปลาย เน้นวรรณกรรมทางโลกมากขึ้น เช่น THE DIVINE COMEDY

การศึกษา เน้นด้านเทววิทยาและขยายการศึกษาไปสู่การจัดตั้งมหาวิทยาลัย

อิทธิพลศิลปะมุสลิม

– จิตรกรรม ได้แก่ งานเขียนลวดลายเรขาคณิต ลวดลายดอกไม้

– หัตถกรรม ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องโลหะ เครื่องทองเหลือง

– วรรณกรรม ได้แก่ นิทานอาหรับราตรี รุไบยาดของโอมาร์ คัยยัม

ศิลปะไบเซนไทน์ ( BIZENTINE ) การสร้างสรรค์เพื่อพระผู้ไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์ ( ค.ศ.330-1453 )

โบสถ์เซนต์โซเฟีย ( ค.ศ.532-537 )

ในเมืองฮาร์บิน เมืองหลวงของมณฑลเฮอหลงเจียง เป็นสถาปัตยกรรมแห่งการผสมผสาน นับเป็นรวมลักษณะความโดดเด่นของกรีก โรมัน และลักษณะตะวันออก แบบอาหรับหรือเปอร์เซีย ไว้ในผลงานชิ้นเดียวกันได้อย่ากลมกลืน

ศิลปะโกธิค

– เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12 ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม มีอิสระในการแสดงออก เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

– ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์ ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

– จุดเด่นของศิลปะโกธิค ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์ ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม ทำให้อาคารดูสง่างาม ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของ

วิหารแรงส์ ( ค.ศ.1211-1290 )

เป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและเป็นวิหารที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวฝรั่งเศส

– เกิดขึ้นในยุโรประหว่างกลางศตวรรษที่ 12 ปลายศตวรรษที่ 15 เป็นศิลปะที่มีความอ่อนโยนคล้ายธรรมชาติและเป็นมนุษย์นิยม มีอิสระในการแสดงออก เป็นศิลปะที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกรีก โรมัน แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาในศาสนาคริสต์

– ต่างจากศิลปะไบแซนไทน์ ซึ่งเคร่งครัดในกฎเกณฑ์

– จุดเด่นของศิลปะโกธิค ส่วนใหญ่เป็นวิหารทางศาสนาคริสต์ ดัดแปลงจากสมัยโรมาเนสก์ คือ ประตู เพดานและหลังคาโค้งปลายแหลม ทำให้อาคารดูสง่างาม ภายในตัวอาคารจะประดับประดาด้วยกระจกสี ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่ของศิลปะโกธิค

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการ ( RENAISSANCE )

โบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ( ค.ศ.1506-1546 )

เป็นสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยและได้รับ การยอมรับว่ามีคุณค่าทางศิลปะ ผู้ออกแบบและเริ่มดำเนินการสร้าง คือ บรามานเต ( ค.ศ.1506 ) แต่เขาถึงแก่กรมมก่อนงานจะเสร็จ จึงเป็นภาระหน้าที่ของสถาปนิกอีกหลายคน จนกระทั่ง ค.ศ.1546 มิเคลันเจโลก็ได้รับการติดต่อจากสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 3 ให้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบออกแบบก่อสร้างต่อไป โดยเฉพาะอาคารที่อยู่ตรงกลาง มิเคลันเจโลได้แรงบันดาลใจมาจากวิหารแพนธีออนของจักวรรดิโรมัน

ภาพโมนาลิซา ( ค.ศ.1503-1505 )

เป็นภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้า แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการถ่ายทอดแบบเลียนแบบธรรมชาติ การนำธรรมชาติมาเป็นฉากหลังและสร้างมิติใกล้ไกลแบบวิทยาศาสตร์การเห็น ( ทัศนียภาพ หรือ PERSPECTIVE )

เลโอนาร์โด ดา วินชี เป็นผู้ริเริ่มการเขียนภาพแบบแสดงค่าตัดกันระหว่างความมืดกับความสว่างที่ เรียกว่า คิอารอสกูโร ( CHIAROSCURO )

ดาวิด ( ค.ศ.1501-1504 )

เป็นรูปสลักหินอ่อน มีความสูงถึง 13 ฟุต 5 นิ้ว เป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่มีกรีกและโรมันเป็นแนวทางจึงทำให้รูปดาวิดมีลักษณะ ทางกายภาพสอคล้องกับอุดมคติของกรีกและโรมันที่เน้นความสมบูรณ์ทางสรีระ

– เป็นยุคสมัยที่มีคุณค่ายิ่งต่อวิวัฒนาการทางจิตรกรรมของโลก คือ ความมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ ความมีลักษณะเฉพาะตัวของศิลปิน กล้าที่จะคิดและแสดงออกตามแนวความคิดที่ตนเองชอบและต้องการแสวงหา

– งานจิตรกรรมมีความตื่นตัวและเจริญก้าวหน้าทางเทคนิควิธีการเป็นอย่างมาก ได้มีการคิดค้นการเขียนภาพลายเส้นทัศนียภาพ ( LINEAR PERSPECTIVE ) ซึ่งนำไปสู่การเขียนภาพทิวทัศน์ที่งดงาม

– ศิลปินได้พยายามศึกษากายวิภาคด้วยการผ่าตัดศพ พร้อมฝึกวาดเส้นสรีระและร่างกายมนุษย์อย่างละเอียด

– ความเจริญก้าวหน้าในงานจิตรกรรมสีน้ำมันประสบความสำเร็จอย่างสูงในยุคนี้ด้วย

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะบาโรก ( BAROQUE ) ค.ศ.1580-1750

พระราชวังแวร์ซาย (ค.ศ.1661-1691)

สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ใช้เงินประมาณ 500 ล้านฟรังส์ จุคนได้ประมาณ 10,000 คน เพื่อประกาศให้นานาประเทศเห็นถึงอำนาจและบารมีของพระองค์

– เป็นยุคที่มีการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการแสดงออกที่เรียกร้องความสนใจมาก เกินไป มุ่งหวังความสะดุดตาราวกับจะกวักมือเรียกผู้คนให้มาสนใจศาสนา การประดับตกแต่งมีลักษณะฟุ้งเฟ้อเกินความพอดี

ศิลปะสมัยกลาง

ศิลปะโรโคโค ( ROCOCO ) ค.ศ.1700-1789

– เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนความโอ่อ่า หรูหรา ประดับประดาตกแต่งที่วิจิตร ละเอียดลออ ส่งเสริมความรื่นเริงยินดี ความรัก กามารมณ์

ศิลปะคลาสสิกใหม่ ( NEOCLASSIC ) ค.ศ.1780-1840

– เป็นลัทธิทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุด ได้ฟื้นฟูศิลปะคลาสสิกอันงดงามของกรีกและโรมันกลับมาสร้างใหม่ในปรัชญาที่ ว่า ศิลปะ คือ ดวงประทีปของเหตุผล โดยเน้นความประณีต ละเอียดอ่อน นุ่มนวล และเหมือนจริงด้วยสัดส่วนและแสงเงา

– เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของศิลปะสมัยกลางและศิลปะสมัยใหม่ มีผลต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ศิลปะอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา

สมัยใหม่

สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

1. ด้านเศรษฐกิจ เกิดการตื่นตัวทางการค้า มีการสำรวจดินแดนใหม่ๆ (AGE OF DISCOVERY)

2. กำเนิดชนชั้นกลาง คือ พ่อค้าและปัญญาชน ความเสื่อมของระบบฟิวดัล พระและขุนนางถูกลด

บทบาท

3. การปกครองเปลี่ยนไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เกิดแนวคิดความเป็นรัฐชาติ

4. การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เรียกยุคนี้ว่า AGE OF REASON และ AGE OF ENLIGHTENMENT

5. การปฏิรูปศาสนา เกิดนิกายโปรเตสแตนท์ โดย มาร์ติน ลูเธอร์

วรรณกรรม มีการใช้ภาษาถิ่นแทนภาษาละติน

ศิลปะสมัยใหม่ ( MODERN ART )

1. ศิลปะจินตนิยม ( ROMANTICISM ) ค.ศ.1800-1900

– ก่อเกิดในอังกฤษและฝรั่งเศสช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน มีทรรศนะคติที่ต้องการความเป็นอิสระในการแสดงออกที่ศิลปินต้องการมากกว่าการ เดินตามกฎเกณฑ์และแบบแผนทางศิลปะ ดังที่ศิลปินลัทธิคลาสสิกใหม่ยังยึดถืออยู่

– เป็นศิลปะที่เน้นอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล มุ่งสร้างสรรค์งานที่ตื่นเต้น เร้าใจ ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ

แก่ผู้ชม

2. ศิลปะสัจนิยม ( REALISTICISM ) กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

– ศิลปินในยุคนี้ได้แก่ กุสตาฟ คูร์เบท์ , ฌอง ฟรังซัวส์ มิล์เลท์

3. ศิลปะลัทธิประทับใจ ( IMPRESSIONISM ) ศิลปะแห่งความงดงามของประกายแสงและสี

– แสดงภาพทิวทัศน์บก ทะเล ริมฝั่ง เมืองและชีวิตประจำวันที่รื่นรมย์ เช่น การสังสรรค์ บัลเลต์ การ

แข่งม้า สโมสร นิยมเขียนภาพนอกห้องปฏิบัติงาน

– พยายามแสดงคุณสมบัติของแสงสี อันเป็นผลมาจากความรู้เกี่ยวกับแสงจากสเปกตรัมและสี ซึ่งเป็น

ผลผลิตจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

– ศิลปินในยุคนี้ ได้แก่ มาเนท์ , โคลด โมเนท์ , เรอนัวร์ , เดอกาส์ , โรแดง , รอสโซ

4. ศิลปะลัทธิประทับใจใหม่ ( NEO-IMPRESSIONISM ) สีจากแสงสเปกตรัมมาสู่อนุภาค

– เกิดเทคนิคการระบายสีเป็นสีจากจุด ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อทางฟิสิกส์ว่า แสง คือ อนุภาค โดย

การระบายสีให้เกิดริ้วรอยพู่กันเล็กๆด้วยสีสดใส จุดสีเล็กๆนี้จะผสานกันในสายตาของผู้ชม มากกว่า

การผสมสีอันเกิดจากการผสมบนจานสี

– ศิลปินคนสำคัญ ได้แก่ จอร์จส์ เซอราท์ , คามิลล์ พีส์ซาร์โร , พอล ซิบัค

5. ศิลปะลัทธิประทับใจยุคหลัง ( POST-IMPRESSIONISM )

6. ศิลปะลัทธิบาศกนิยม ( CUBISM ) ค.ศ.1907-1910

7. ศิลปะลัทธิเหนือจริง ( SURREALISM ) ศิลปกรรมที่เปิดเผยความฝันและจิตใต้สำนึก

8. ศิลปะลัทธินามธรรม ( ABSTRACTIONISM ) ศิลปะไร้รูปลักษณ์

พัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะดาราศาสตร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นผลให้นักเดินเรือสามารถเดินทางและกำหนดเป้าหมายได้อย่างมีระบบ ขยายการค้าและการติดต่อระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้

สาเหตุการสำรวจทางทะเล

1. ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และความรู้ด้านภูมิศาสตร์ แผนที่ของปิโตเลมี

2. การใช้เข็มทิศและความก้าวหน้าในการต่อเรือเดินสมุทร อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ความต้องการสินค้าและวัตถุดิบจากโลกตะวันออก

โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เป็นผู้นำในการเดินเรือ นักสำรวจที่สำคัญ ได้แก่

1. นาโธโลนิว ไดแอส สามารถเดินเรือเลียบทวีแอฟริกา อ้อมแหลมกู๊ดโฮป

2. วาสโกดา กามา เดินเรือมาทวีปเอเซีย ขึ้นฝั่งที่ประเทศอินเดีย

3. คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวอิตาลีค้นพบทวีปอเมริกา

4. เฟอร์ดินันด์ แมกเจลแลน นักแสวงโชคผู้สามารถเดินเรือรอบโลกได้เป็นผู้สำเร็จคนแรก

ความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์สาขาอื่นนอกจากดาราศาสตร์

1. ทอร์ริเซลลี นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ประดิษฐ์บารอมิเตอร์เพื่อใช้วัดความกดดันของบรรยากาศ

2. เกอร์ริก ชาวเยอรมันพิสูจน์ว่าอากาศมีความดกดัน

3. เซอร์ ไอแซค นิวตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่ศึกษาเรื่องการหักเหของแสง และแรงดึงดูดของ

โลก

4. พาราเซลซัส ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ได้ศึกษาเกี่ยวกับธาตุที่ใช้ในการรักษาโรค

5. โรเบิร์ต บอยล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ศึกษาวิธีเตรียมฟอสฟอรัสจากน้ำปัสสาวะกับกระดูก และ

ให้คำจำกัดความของ “ธาตุ” คือ สารที่จะไม่มีการแปรให้เป็นสิ่งอื่นได้เลย

6. โรเบิร์ต ฮุค ได้ตั้ง “กฎของบอยล์” ว่า อากาศหรือก๊าซเมื่อถูกความร้อนจะขยายตัว และถ้าอุณหภูมิมี

ค่าคงที่แล้ว ก๊าซจะมีปริมาณน้อยมากตามปฏิภาคอย่างกลับกับความกดดันของก๊าซนั้น ๆ และศึกษา

ว่าแสงเป็นคลื่นได้

7. เจมส์ วัตต์ นักประดิษฐ์ชาวสก็อตแลนด์ที่ได้เห็นเครื่องสูบน้ำของนิวโคเมนและได้นำมาพัฒนาเป็น

เครื่องจักรกล ทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมพัฒนาได้เร็วขึ้น

กระบวนการเปลี่ยนแปลงในยุคใหม่

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์

หมายถึง วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต การตรวจสอบ และการทดลองอย่างมีหลักการและมีเหตุผล เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 – 18

นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่

1. กาลิเลโอ ใช้กล้องโทรทรรศน์ยืนยันความถูกต้องของระบบสุริยจักรวาล

2. เซอร์ ไอแซค นิวตัน ค้นพบกฎการโน้มถ่วง แรงดึงดูดของโลก

3. โยฮันเนส เคปเลอร์ ค้นพบวงโคจรของดาวเคราะห์เป็นวงรีไม่ใช่วงกลม

4. เรอเน เดสการ์ต บิดาแห่งเรขาคณิตวิเคราะห์สมัยใหม่

5. ปิโตรเลมี ศึกษาโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

การปฏิวัติอุตสาหกรรมและผลในด้านต่าง ๆ

การปฏิวัติอุตสาหกรรม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต จากการใช้แรงงานคนและสัตว์มาเป็นการใช้เครื่องจักรแทน หรือเปลี่ยนจากการผลิตในครัวเรือนเป็นการผลิตระบบโรงงาน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18

ระยะของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะแรก เป็นการใช้พลังไอน้ำในการขับเคลื่อนเครื่องจักรในอุตสาหกรรมทอผ้า และต่อมามีการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ประเทศอังกฤษเป็น

ผู้นำอุตสาหกรรมประเทศแรกในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สอง เป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมันมาใช้แทนถ่านหินหรือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กกล้า มีกระบวนการผลิตแยกส่วนแล้วนำมาประกอบกัน มีโรงงานขนาดใหญ่ขึ้น มีจำนวนคนทำงานในเมืองมากขึ้น เกิดเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่

การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่สาม เป็นสมัยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ มีการประดิษฐ์เครื่องจักรไดนาโมของไมเคิล ฟาราเดย์ เช่น ภาพยนตร์ โทรเลข โทรศัพท์ การพิมพ์

สาเหตุที่อังกฤษเป็นผู้นำในการปฏิวัติอุตสาหกรรม

1. มีระบบการเงินที่มั่นคง

2. มีวัตถุดิบที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ เหล็ก ถ่านหิน

3. มีประชากรเพิ่มขึ้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรมทำให้มีแรงงานเพิ่มมากขึ้น

4. มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

5. มีตลาดการค้ากว้างขวางเนื่องจากมีการล่าอาณานิคมมากขึ้น

6. มีการคมนาคมขนส่งสะดวก

ข้อสอบ

ข้อใดเกี่ยวข้องการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์

ก. ควาต้องการชนะธรรมชาติ          ข. ความพยายามกระตุ้นคุณภาพชีวิต

ค. คริสตจักรแบ่งออกเป็น 2 นิกาย   ง. ถูกทุกข้อ

ตอบ ค.

เเนะนำหนังสือ

สรุปเนื้อหารายวิชา

สรุปเนื้อหารายวิชาสังคมศึกษา

แหล่งกำเนิดอารยธรรมโบราณของโลก
อารยธรรม
คำว่า อารยธรรม มีความหมายตามศัพท์ว่า เจริญงอกงาม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า civilization มาจากคำภาษาละตินว่า civilis ซึ่งหมายถึง พลเมือง civitas แปลว่า เมืองหรือนคร ความหมายของอารยธรรมทั่วไปจึงมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์อารยธรรมและสังคมเมืองพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (1367)ให้ความหมาย อารยธรรมว่า ความสงบสุขของสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งศีลธรรมและกฎหมาย; ความเจริญเนื่องด้วยองค์การของสังคม เช่น การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรม, ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี โดยทั่วไปอารยธรรมหลักของโลกมีลักษณะเด่น คือ การมีความเจริญเป็นรุปแบบเฉพาะของตนเองและสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะร่วมกัน คือ อารยธรรมส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยได้รับแรงกระตุ้นจากอารยธรรมที่เก่าแก่กว่า ดังเช่น อารยธรรมอียิปต์โบราณ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียในช่วงระยะหนึ่ง

image059         image060 

กำเนิดของอารยธรรกับพัฒนาการความคิด
ความเจริญและวิทยาการทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันล้วนมี รากฐานมาจากอารยธรรมในสมัยโบราณแทบทั้งสิ้น ทั้งนี้ได้มีการผสมผสานกันและเชื่อมโยงกันระหว่างอารยธรรมเก่าและใหม่และมี การสืบทอดกันต่อๆ มา แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลกสมัยโบราณเกิดขึ้นที่บริเวณราบลุ่มแม่น้ำที่ สำคัญ โดยเริ่มจากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อารยธรรมอียิปต์โบราณ อารยธรรมอินเดียโบราณ และอารยธรรมจีนโบราณ ต่อจากนั้นเป็นอารยธรรมที่เกิดขึ้นบริเวณริมฝั่งทะเล คือ อารยธรรมกรีกโบราณ และมาสิ้นสุดสมัยนี้ที่อารยธรรมโรมันโบราณ อารยธรรมเหล่านี้ถือว่าเป็นแหล่งเชื่อมสัมพันธ์และติดต่อกันและเป็นรากฐาน ของความเจริญให้แก่ดินแดนทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออกในปัจจุบัน

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
คำว่า เมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีกมาจากคำว่า Mesos เท่ากับภาษาอังกฤษว่า Middle และคำว่า Potamos เท่ากับภาษาอังกฤษว่า River รวมความแล้วหมายถึง “ดินแดนระหว่างแม่น้ำ” (land between the rivers) ได้แก่ที่ราบระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris) ทางตะวันออก และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates) ทางตะวันตก พื้นที่นี้ตั้งอยู่ทางทิสตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียในบริเวณที่เชื่อมต่อ ระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอปริกา โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งหันออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดเชื่อมโยงติดต่อกับอารยธรรมอียิปต์โบราณ พื้นที่ของแหล่งอารยธรรมทั้งหมดจะกินอาณาบริเวณจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไป สู่อ่าวเปอร์เซีย มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยวจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์” ครอบคลุมดินแดนบางส่วนในประเทศอิรักและซีเรียในปัจจุบัน ถือเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่แห่งแรก เมื่อราว 3,500 ปี ก่อนคริสตกาล

image030

จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเมโสโปเตเมีย เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำมีการทับถมของดินตะกอนตามชายฝั่งแม่น้ำทั้งสอง ทำให้บริเวณแถบนี้อุดมสมบูรณ์และมีสภาพเหมาะสมแก่การเพาะปลูก แม้ว่าสภาพอากาศในดินแดนแถบนี้จะแปรปรวนไม่จนสามารถคาดเดาได้ก็ตาม เกิดความแห้งแล้งลำน้ำท่วมเป็นประจำ อันเป็นเหตุให้การควบคุมน้ำหรือการชลประทานสำคัญจำเป็นต่อการทำกสิกรรมของ ผู้คนแถบนี้ นอกจากนั้นแล้ว ทางบกยังติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เชื่อมต่ออียิปต์และอารยธรรมที่กำลังก่อตัวในยุโรปได้ทางตอนใต้ก็ยังเปิดสู่ อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเออำนวยต่อการขนส่งค้าขายทางทะเลกับอารยธรรมที่ห่างไกล เช่น สินธุ ลักษณะเช่นนี้เอง ทำให้ดินแดนเมโสโปเตเมียแห่งนี้ เป็นที่หมายปองของชนกลุ่มต่างๆ

image031

แผนที่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
ช่วงประมาณ 4000 ปีก่อนคริสตกาลลงมาพบว่า มนุษย์ที่เมโสโปเตเมียเริ่มเรียนรู้การใช้โลหะทองแดง และพบหลักฐานความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ และดาราศาสตร์ เป็นต้น ถัดมาประมาณ 3600-2800 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งอยู่ในยุคอูรุก (Uruk) ถือเป็นการเริ่มต้นอารยธรรมเมืองในลักษณะนคร-รัฐ (city-state) และที่นี้มีวิหารสองแห่ง คือ วิหารสำหรับบูชาเทพอาทิตย์และวิหารสำหรับบูชาเทพอินันนา (Inanna) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์

image032

เทพี Inanna

เทพในช่วงนี้ของเมโสโปเตเมียมีหลายองค์ เช่น วัวกระทิง ซึ่งมีความหมายถึงสวรรค์ Enlil เป็นเทพของสายฟ้าหรือดินฟ้าอากาศ Ea เป็นเทพแห่งน้ำและมีการสร้างวิหารที่เรียกว่า “ซิกกูแรต” (Ziggurat) หมายถึง ห้องรอคอยเพื่อบูชาหรือพบพระเจ้า สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นสถานที่ติดต่อหรือเชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์

image033

ซิกกูแรต

ช่วงประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาล คนกลุ่มแรกที่สร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นคือชาวสุเมเรียน ผู้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก อารยธรรมที่ชาวสุเมเรียนขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย สถาปัตยกรรม ตัวอักษร ศิลปกรรมอื่นๆ ตลอดจนทัศนคติต่อชีวิตและเทพเจ้าของชาวสุเมเรียน ได้ดำรงอยู่และมีอิทธิพลอยู่ในลุ่มแม่น้ำทั้งสองตลอดช่วงสมัยโบราณ

ลักษณะสังคมของชาวสุเมเรียนเป็นอารยธรรมแบบเมือง ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพ เช่น ชาวนา ช่างโลหะ ช่างทอง พระ ขุนนางและผู้ปกครองหรือกษัตริย์ ชาวสุเมเรียนมีการปกครองแบบรัฐศาสนา คือมีนักบวช ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อแล้ว ยังเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรอีก เช่น การจักสรรน้ำและที่ดินเพื่อการเกษตร การแลกเปลี่ยนค้าขาย ธนาคาร เป็นต้น นักบวชและวัดในสมัยนี้จึงมีบทบาทสำคัญมาก

image035

มรดกชิ้นสำคัญซึ่งชาวสุเมเรียนได้สร้างไว้ คือ การประดิษฐ์อักษรใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ โดยใช้ไม้หรือโลหะแหลมจารลงบนแผ่นดินเหนียวโดยพัฒนาจากตราประทับทรงกระบอก ที่เป็นอักษรภาพง่ายๆ เวลาใช้ต้องนำกระบอกกลิ้งหมุนบนแผ่นดินเหนียว เป็นจุดกำเนิดของตัวอักษรครั้งแรกจนกลายเป็นอักษรรูปลิ่ม และผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นต้นตอของตัวอักษรกรีก และละติน

image038image041

อักษรรูปลิ่ม
จากความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองของชาวเมโสโปเตเมียได้ดึงดูดกลุ่มชนอัค คาเดียน ซึ่งเป็นกลุ่มของพวก Semite และบรรพบุรุษของชาวยิว Hebrew ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในคาบสมุทรอารเบีย (Arabia) ได้แทรกซึมเข้ามาในดินแดนของชาวสุเมเรียนและได้ยึดครองเมโสโปเตเมีย ประมาณปี 2,360 ก่อนคริสตกาล ชาวอัคคาเดียนได้ปกครองดินแดนเมโสโปเตเมียอยู่ประมาณ 200 ปี กษัตริย์ที่สำคัญของอัคคาเดียนคือ พระเจ้าซาร์กอน (Sargon) ได้รวบรวมนครรัฐของสุเมเรียนทั้งหมด การรวมครั้งนี้มีผลให้อารยธรรมของพวกสุเมเรียนจากตอนล่างของลุ่มแม่น้ำไทกริ สและยูเฟรติส ได้ขยายขึ้นเหนืออย่างกว้างขวาง ผลจากการครอบครองสุเมเรียนของชาวอัคคาเดียนทำให้เทพเจ้าของพวกเขาที่ชื่อว่า “มาร์ดุก” (Marduk) เข้ามาเป็นเทพเจ้าสูงสุดแทนที่เทพ Enlil เดิม

image043

เทพเจ้ามาร์ดุก
ชนชาติถัดมาที่เข้ายึดครองดินแดนเมโสโปเตเมียคือ ชาวบาบิโลน ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองยูรุก (Uruk) ใกล้แม่น้ำยูเฟรตีส ในสมัยนี้มีกษัตริย์ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “ฮัมมูราบี” เป็นผู้สร้างความยิ่งใหญ่และความเจริญแก่ดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบัญญัติกฎหมายบังคับใช้ในดินแดนของพระองค์ เรียกว่า “ประมวลกฎหมายแห่งฮัมมูราบี” (Code of Hammurabi) กฎหมายนี้มีลักษณะการลงโทษแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมคน แทนการใช้จารีตประเพณีและความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และเทพเจ้า

image045

รูปแท่นหินจารึกกฎหมายฮัมมูราบ
หลังจากกษัตริย์ฮัมมูราบีสิ้นอำนาจลง ก็มีชนเผ่าหลายชนเผ่า ได้แก่ ชาวฮิตไตท์ (Hitties) ชาวแคสไซส์ (Kassites) ชาวอีลาไมล์ (Elamites) และชาวอัสซีเรียน (Assyrians) แต่ชาวอัสซีเรียนถือว่าเป็นชนเผ่าที่มีบทบาทในการสร้างอารยธรรมอย่างโดดเด่น โดยในช่วงแรกได้ย้ายเมืองจากหลวงจากกรุบาบิโลนมาตั้งที่เมืองอัสซูร์ (Assur) ซึ้งตั้งอยู่บนริมฝั่งตอนกลางของแม่น้ำไทกริส และได้ครองอำนาจถึงขีดสุดระหว่าง 712-612 ปีก่อนคริสตกาล ชาวอัสซีเรียนได้ขยายอำนาจการปกครองครอบคลุมไปถึงซีเรียน ปาเลสไตน์ และบางส่วนของอียิปต์

จากอำนาจและบทบาททางอารยธรรมของชาวอัสซีเรียนทำให้เทพอสูร (Assur) ซึ่งเป็นเทพประจำเมืองอัสซูร์ ได้รับการยอมรับนับถืออย่ากว้างขวางและมีความสำคัญเท่ากับเทพมาร์ดุก (Marduk) ซึ่งเป็นเทพเจ้าของชาวอัคคาเดียนเดิม และได้ขยายอิทธิพลความเชื่อต่ออารยธรรมอื่นๆ เช่น เปอร์เซีย และอินเดีย แต่ด้วยความโหดร้ายของชาวอัสซูร์ทำให้ประชาชนต่อต้านและเสื่อมอำนาจลงในที่ สุด ทำให้บทบาทของอสูรเทพของชาวอัสซีเรียนลดบทบาทลงและเสื่อมคลายไปจนกลายเป็น ตัวร้ายในนิทาน แนวความคิดเรื่องอสูรเทพนี้มีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทย เพราะวรรณคดีไทยหลายเรื่องได้รับแนวคิดมาจากอารยธรรมอินเดียอีกทอดหนึ่ง

ต่อมาเมื่อชาวอัสซีเรียนพ่ายแพ้สงครามต่อชาวเมเดสและชาวเมืองบาบิ โลน อำนาจการปกครองจึงเปลี่ยนไปและเริ่มต้นยุคใหม่ เรียกยุคนี้ว่า “ยุคบาบิโลนใหม่” หรือ “นีโอบาบิโลน” (Neo Babylon) ภายใต้การปกครองของพระเจ้าเนบุชัดเนซซาร์ที่สอง (Nebuchadnessar II) กษัตริย์พระองค์นี้ถือว่าเป็นกษัตริย์นักรบที่เก่งกาจ พระองค์ได้ยกทัพไปรบชนะชาวยิวยึดครองนครเยรูซาเล็ม ได้เชลยชาวยิวมาเป็นแรงงาน ในยุคของพระองค์ได้มีการก่อสร้างวิหารและพระราชวังหลายแห่ง และผลงานทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญและถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดแห่ง ของโลกสมัยโบราณคือ “สวนลอยแห่งเมืองบาบิโลน” (The hanging gardens of Babylon) ซึ่งเป็นสวนที่มีถนนกว้างปูลาดด้วยแผ่นหินและลาดด้วยยางมะตอย เพื่อให้เป็นเส้นทางของขบวนแห่เฉลิมฉลองเทพมาร์ดุก (Marduk) ซึ่งกลับมามีบทบาทสำคัญต่อชาวเมืองบาบิโลนอีกครั้ง

image049

ภาพวาดสวนลอยบาบิโลน

image051

สิงห์โตแห่งบาบิโลน

image053

ซากสวนลอยแห่งบาบิโลน

image055

กำแพงแห่งสวนลอยบาบิโลน

จักรวรรดิบาบิโลนใหม่ รุ่งเรืองจนถึงประมาณ 539 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรบาบิโลนก้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus, the Great) ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ดินแดนเมโสโปเตเมียซึ่งรุ่งเรืองผ่านการปกครองและอารยธรรมชนเผ่าต่างๆ มายาวนาน ก็สิ้นสุดลงในที่สุด
อารยธรรมเมโสโปเตเมียได้พัฒนาขึ้นถึงขีดสุดผ่านกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ที่ เข้ามาครอบครองและผสมผสานความคิดความเชื่อของตนเองกับชนเผ่าต่างๆ ชีวิตของชาวเมโสโปเตเมียผูกพันกับพระและวัดอย่างมาก ชาวสุเมเรียนซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาครอบครองดินแดนเมโสโปเตเมีย มีลักษณะความเชื่อในเทพเจ้าและโลกหลังความตายเป็นหลัก และมีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งเทพเจ้าแต่ละองค์ก็มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตให้คุณและโทษแก่ตนเอง เช่น อูโต เทพแห่งดวงอาทิตย์ อินันนา เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และความรัก อินลิล เทพแห่งสายฟ้า หรือดิน ฟ้า อากาศ เป็นต้น นอกจากการนับถือเทพเจ้าแล้วแล้ว ชาวสุเมเรียนยังเชื่อในไสยศาสตร์ นับถือโชคลางและปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกด้วย ผู้มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารระหว่างชุมชนกับเทพเจ้าคือ พระ โดยผ่านการทำพิธีกรรม เช่นการจัดหารอาหาร และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การสร้างที่พำนักให้แก่เทพเจ้า และมีเทพเจ้าหลายองค์ที่กลายเป็นเทพเจ้าประจำรัฐ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับนับถือเทพเจ้าองค์อื่นๆ ด้วย

พัฒนาการทางความคิดที่สำคัญของชาวสุเมเรียนอีกประการหนึ่ง คือ การรู้จักการคูณ การหาร ระบบหน่วยหกสิบ ได้แก่ 6, 60, 600, 3,600 ซึ่งปัจจุบันใช้กับการนับเวลาและการคำนวณวงกลม นอกจากนี้ยังได้คิดระบบชั่ง ตวง วัด ซึ่งเป็นรากฐานที่มาของการชั่งที่คิดน้ำหนักเป็นปอนด์ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนชาวคาลเดียนสามารถคำนวณวันเกิดสุริยปราคาและจันทรุปราคา รวมทั้งสามารถจัดแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน

อารยธรรมอียิปต์
อารยธรรมที่มีความยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งของโลกที่มีถิ่นกำเนิดใน ดินแดนใกล้เคียงกับอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์เป็นอารยธรรมที่รู้จักกันอย่างกว้างขว้างและมีผลต่อพัฒนาการ ทางความคิดในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีมรดกทางสถาปัตยกรรม เช่น ปิรามิดและแนวความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาอีกด้วย

อียิปต์โปราณตั้งอยู่ระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก โลกตะวันตกคือดินแดนที่อยู่รอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนโลกตะวันออก ได้แก่ ดินแดนเมโสโปเตเมียและดินแดนในแถบลุ่มแม้น้ำสินธุ ทิศเหนือของอียิปต์จรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายลิเบีย และทะเลทรายนูเบียทางทิศตะวันออก ถัดไปคือ ทะเลแดง ทิศใต้จรดประเทศนูเบียหรือซูดานในปัจจุบัน อียิปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีพื้นที่ตั้งอยู่บนสองฟากฝั่งแม่น้ำไนล์ แม่น้ำไนล์มีลักษณะที่ต่างไปจากแม่น้ำอื่นๆ คือ ทอดตัวไหลจากภูเขาทางตอนใต้ลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือ มีผลต่อการดำเนินชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีนคือเส้นทางคมนาคมสายหลักและเป็นเสมือนเข็มทิศในการเดินทาง โดยใช้ร่วมกับทิศทางการขึ้นและตกของดาวอาทิตย์ ชาวอียิปต์แบ่งช่วงแม่น้ำไนล์เป็น 2 ช่วง คือ ต้นน้ำทางตอนใต้เรียกว่า “อียิปต์บน” (Upper Egypt) และปลายแม่น้ำในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทางเหนือว่า “อียิปต์ล่าง” (Lower Egypt)

image036

แผนที่อียิปต์โบราณ

ประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าเมเนส (Menes) หรือนาเมอร์ (Narmer) สามารถรวบรวมเมืองต่างๆ ทั้งในอียิปต์บนและอียิปต์ล่างเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และตั้งเมืองเมมฟิส (Memphis) เป็นเมืองหลวง ประวัติศาสตร์ของอียิปต์ยุคราชวงศ์จึงเริ่มต้นขึ้น ประวัติศาสตร์ของอียิปต์อาจแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้
ยุคราชวงศ์เริ่มแรก อยู่ในช่วง 3100-2686 ปีก่อนคริสตกาล โดยเริ่มตั้งแต่พระเจ้าเมเนส รวบรวมเมืองต่างๆ ได้ทั้งในอียิปต์ล้างและอียิปต์บนเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน และเข้าสู่ราชวงศ์ที่ 1 และ 2 ยุคนี้เป็นยุค      การสร้างอียิปต์ให้มีความเป็นปึกแผ่นเข็มแข็ง

ยุคราชวงศ์เก่า อยู่ในช่วง 2686-2181 ก่อนคริสตกาล โดยเริ่มจากราชวงศ์ที่ 3 อียิปต์ประสบความวุ่นวายทางการเมือง มีการย้ายเมืองหลวงไปตามเมืองต่างๆ แต่หลังจากนั้นก็มีราชวงศ์อียิปต์ปกครองต่อมาอีก 2 ราชวงศ์ คือ ราชวงษ์ที่ 9 และ 10 ในยุคนี้อียิปต์มีฟาโรห์ปกครองเริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 3 ถึงราชวงศ์ที่ 6 ราชวงศ์ที่โดดเด่นในสมัยนี้คือ ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งมีการสร้างปิรามิดที่ยิ่งใหญ่มากมายโดยเฉพาะมหาปิรามิดของฟาโรห์คูฟูที่ เมืองเซห์ ซึ่งสร้างขึ้นประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ในยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง และการสร้างสรรค์ความเจริญในยุคนี้ได้เป็นรากฐานและแบบแผนของความเจริญของ อียิปต์ในสมัยราชวงศ์ต่อๆ มา

อารยธรรมเปอร์เซีย
เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชนเผ่าเปอร์เซีย ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาอินโด-ยุโรเปียน มีถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณทางเหนือของทะเลดำ ได้ก่อตัวและขยายอำนาจครอบครองอารยธรรมโบราณอื่นๆ และได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทเป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองของโลกยุคโบราณ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าไซรัสมหาราช พระองค์ได้ดำเนินนโยบายขยายดินแดนของเปอร์เซียออกไปอย่างกว้างขวาง มีอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาลกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการเชื่อมโยงดินแดนทั้ง เอเชียตะวันออก เอเชียกลาง อินเดีย อียิปต์และดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียน จนทำให้เปอร์เซียกลายเป็นจักรพรรดิใหญ่แห่งแรกหลังการล่มสลายของอาณาจักรยุค โบราณ

image057

พระเจ้าไซรัสมหาราช กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย

อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุและอินเดีย
อินเดียเป็นอารยธรรมของคนในแถบเอเชียใต้และมีอิทธิพลต่อ อารยธรรมอื่นๆ โดยเฉพาะอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก อารยธรรมอินเดียโบราณหรืออารยธรรมลุ่มแม้น้ำสินธุ จัดเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ดินแดนบริเวณนี้ประมาณ 3,000-2,500 ปีก่อนคริสตกาล จัดเป็นแหล่งอารยธรรมเมืองแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ จากการขุดค้นพบ “เมืองโมเฮนโจดาโร (Mohenjo-daro) และเมืองฮารัปปา (Harappa) ซึ่งเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งนี้ พบว่ามีความเจริญอย่างยิ่งในด้านการวางผังเมือง เพราะมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบระเบียบ มีระบบท่อระบายน้ำ มีสระขนาดใหญ่ภายใต้ตึก 3 ชั้น ยุ้งฉางสำหรับเก็บผลผลิตทางการเกษตร และมีหลักฐานการติดต่อค้าขายกับดินแดนเมโสโปเตเมียอีกด้วย

image062

เมืองโมเฮนโจดาโร

อารยธรรมจีน
อารยธรรมจีนยุคโบราณเริ่มก่อตัวที่บริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห เมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยเป็นชุมชนเกษตรกรรม บริเวณนี้พบหมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งแรกเรียกว่า Ban Po ใกล้เมืองซีอาน เพราะความอุดมสมบูรณ์จากพื้นดินร่วนซุย ที่สะสมจากการพัดพาของลมและกระแสน้ำจนเป็นที่ราบลุ่มแม้น้ำเหลือง มีการทำปสุสัตว์ ทำเครื่องปั้นดินเผา เลี้ยงตัวหม่อนเพื่อนำมาทำผ้าไหม ความเจริญของจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏอย่างเด่นชัดในยุคหินใหม่ตามมณฑล ต่างๆ ของจีนตั้งแต่ทางตอนเหนือจนถึงทางใต้จากแหล่งวัฒนาธรรม 2 แห่งคือ วัฒนธรรมหยางเฉา (Yang-Shao) และลุงซาน (Lung-Shan) วัฒนธรรมหยางเฉาโดดเด่นในเรื่องการทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีการเขียนลายลาย บนผิวภาชนะ คือ สีแดง ขาว ส่วนวัฒนธรรมลุงซานทำเครื่องปั้นดินเผาสีดำเรียบไม่มีการระบายสี ทั้งสองวัฒนธรรมนี้ถือว่าเป็นรากฐานของอารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหในเวลาต่อมา

อารยธรรมจีนหลังอารยธรรมยุคโบราณ และช่วงก่อนเส้นทางสายไหม อาจเริ่มต้นจากสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก โจรตะวันออก และราชวงศ์จิ๋น ประมาณ 1,000 ปี ก่อนคริสตกาล ช่วงสมัยราชวงศ์โจว กษัตริย์ได้ยกย่องฐานะของตนเองขึ้นเป็น “โอรสสวรรค์” โดยมีความเชื่อว่า “เทียน” เป็นเทพเจ้าสูงสุด ราชวงศ์โจวช่วงต้น ซึ่งเรียกว่า “โจวตะวันตก” ครองอำนาจการปกครองจนถึงปี 770 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นมีกลุ่มอำนาจใหม่เกิดขึ้น เรียกว่า “โจวตะวันออก” เข้าปกครองต่อมาจนถึงประมาณ 403 ปีก่อนคริสตกาล ช่วงปลายราชวงศ์โจว เกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงทางการเมืองเพื่อแย่งความเป็นใหญ่ระหว่างรัฐต่างๆ จึงเรียกยุคนี้ว่า “ยุคสงครามระหว่างรัฐ” ประมาณ 403-221 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองอยู่บริเวณใกล้เมืองซีอานในปัจจุบัน กระทั่ง 256 ปีก่อนคริสตกาลชิวั่งตี่แห่งแคว้นจิ๋นได้ปราบปรามรัฐต่างๆ แล้วรวบรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยใช้การปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ ศูนย์กลาง และสถาปนาตนเองเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ ต่อมาได้สร้างกำแพงเมืองจีนขึ้นและจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

image066

อารยธรรมกรีก
กรีกเป็นคำที่ชาวโรมันเรียกชาวกรีก หรือกรีซในปัจจุบัน แต่ชาวกรีกเองเรียกตนเองว่า “เฮลลีนส์” และเรียกความเจริญอารยธรรมที่ตนสร้างสรรค์ว่า “เฮเลนนิค” (Hellenic) ประเทศต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันออกคือ อินเดียและจีนส่วนต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกก็คือกรีกชาวตะวันตกทุกชาติ ไม่ว่าสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อังกฤษ อิตาลี เยอรมนี ฯลฯ ใช้อารยธรรมที่ล้วนแล้วแต่มีรากดั้งเดิมมาจากกรีกทั้งนั้น

กรีกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณรอบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ติดต่อกับอารยธรรมยุคเก่าซึ่งมีอำนาจในการปกครองดินแดนแถบนี้ 2 แห่งของโลก คือ อียิปต์และตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย และที่สำคัญอีกอย่างคือ ดินแดนรอบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นแหล่งเชื่อม 3 ทวีป คือ อาฟริกา เอเซียและยุโรป และเป็นชุมทางการเคลื่อนตัวของมนุษย์สมัยโบราณในยุคหินเก่าและหินใหม่ เนื่องจากกรีกเป็นเมืองค้าขายจึงมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความคิดอันหลากหลาย จากพ่อค้าจากต่างถิ่นที่แวะเข้ามาทำการค้าขาย

เมืองส่วนใหญ่ของกรีกเป็นเมืองค้าขายมีที่ราบเล็กๆ ในหุบเขาที่จะผลิตอาหารได้จำนวนจำกัด กรีกจึงมีแนวโน้มจัดตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่รวมศูนย์ การเป็นเมืองค้าขายเปิดโอกาสให้ได้รับการถ่ายทอดความคิดจากพ่อค้าที่แวะเข้า มาจากการเดินทางออกไปยังอียิปต์ เมโสโปเตเมีย เปอร์เซีย เป็นต้น ทำให้กรีกสามารถตั้งคำถาม วิเคราะห์ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มาก จากการที่กรีกปกครองเป็นนครรัฐ (Polis) จึงทำให้กรีกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ ก่อนหน้านั้นหรือในยุคเดียวกัน คือ ไม่มีระบบความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุดหรือสมบูรณ์ตายตัว จากจุดนี้จึงเป็นสาเหตุให้กรีกกลายเป็นนักวิเคราะห์ และนักเหตุผลนิยมได้ดีกว่าอารยธรรมอื่นที่ผ่านๆ มา และในที่สุดกรีกก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมแรกๆ ที่สร้างระบบคิดแบบเปิด คือ ระบบปรัชญาที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเน้นการถกเถียงระหว่างปัญญาชนที่หลาย หลายขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในกรีก อินเดีย และจีน

ชาวกรีกให้การเทพเจ้าหลายองค์ เทพส่วนมากมีความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ เช่น Zeus ควบคุมท้องฟ้า พายุและฝน เทพ Poseidon ควบคุมทะเล เทพ Aphrodite เป็นเทพแห่งความรัก และเทพ เป็นต้น แต่การนับถือเทพของชาวกรีกมีความแตกต่างไปจากอารยธรรมอื่นๆ คือ แต่ละบุคคลสามารถบนบานต่อเทพได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพระนักบวช และเทพในอารยธรรมกรีกนั้นมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตลอดเวลา

image067

เทพ Zeus

วีดิโอ


สรุปเนื้อหารายวิชาชีววิทยา

ความหลากหลายทางชีวภาพ

“ความหลากหลายทางชีวภาพ” หมายถึง สิ่งมีชีวิต และพันธุกรรมทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ มีความหมายกว้างครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นภายในของสิ่งมีชีวิต ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดที่อยู่รวมกันสามารถบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ ได้จากจำนวน และชนิดของสิ่งมีชีวิต ที่พบในพื้นที่อันจำกัดบริเวณหนึ่ง

ประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ระดับคือ
1. ความหลากหลายทางพันธุกรรม (Genetic diversity)
หมายถึง ความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปเช่น ลักษณะความหลากหลายของลวดลาย และสีม้าลาย ซึ่ง ลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดนั้นผ่านทางยีนส์ (genes) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด แต่ละประเภท ซึ่งส่งผลให้สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอาจมีลักษณะเหมือนกัน หรือมีแตกต่างกันไปตาม ยีนส์ (genes) ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
ตัวอย่าง เช่น ความหลากหลายทางพันธุกรรมของครอบครัว ที่อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของสีผม สีผิว สีของนัยน์ตา และความสูง เป็นต้น
ความแตกต่างผันแปรของพันธุกรรมในแต่ละประเภทของสิ่งมีชีวิตนั้นมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง พันธุกรรม( mutation) ซึ่งอาจเกิดขึ้นในระดับ ยีนส์ (genes) หรือในระดับโครโมโซม ผสมผสานกับกลไกที่เรียกว่า Crossingover ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์ สำหรับการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ จึงมีผลทำให้ ยีนส์ (genes) สลับที่รวมตัวกันใหม่ (Recombination) ซึ่งจะทำให้ยีนส์ (genes) มีความเปลี่ยนแปลงไป และถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกหลานต่อไป
กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ องค์ประกอบทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นกับสภาวะแวดล้อม ความหลากหลายของพันธุกรรมเป็นส่วนที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพื่อเอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงศัตรู การต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ความหลากหลายของพันธุกรรมภายใน ประชากรที่อาศัยอยู่ตามแหล่งต่างๆ ของสปีชีว์หนึ่ง ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของประชากรสปีชีส์นั้น ให้สามารถมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมต่างๆ กัน ได้อย่างเหมาะสมในระยะยาวอีกด้วย
ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดของประชากรธรรมชาติที่ขาดแคลนความหลากหลายของพันธุกรรม คือ การนำไปสู่ภาวะโฮโมไซโกซิตี้ ( ภาวะพันธุ์แท้ คือ ประชากรมีการผสมตัวเองมากขึ้น ก่อให้เกิดพันธุ์แท้ ซึ่งอาจมียีนส์ที่เป็นอันตรายต่อการอยู่รอดของประชากร ) นอกจากนั้นประชากรที่ขาดความผันแปรทางพันธุกรรม ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดประสิทธิภาพของการอยู่รอด และความสมบูรณ์ในการสืบพันธุ์ด้วย ผลกระทบต่างๆ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภาวะความกดดันของการผสมภายในสายพันธุ์ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นทางวิวัฒนาการอย่างแน่นอน
การคัดเลือก และเก็บรักษาพันธุ์พืชหรือสัตว์เพื่อการเกษตรกรรม จะทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายของพันธุกรรม อันอาจก่อให้เกิดผลร้ายตามมา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์ในความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคที่เกิดจากธรรมชาตินั่นเอง
2. ความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Species diversity)
หมายถึงจำนวนประเภทชนิด และจำนวนปริมาณหน่วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นสมาชิก ของแต่ละชนิดที่มีอยู่ใน พื้นที่ของประชากรนั้น ๆ หรือหมายถึงความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต (species) ที่มีอยู่ในพื้นที่หนึ่งนั่นเอง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้กำหนด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่วิวัฒนาการอยู่บนโลกนี้ในปัจจุบันมีจำนวนชนิดอยู่ระหว่าง 2-30 ล้านชนิด โดยที่มีบันทึกอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 1.4 ล้านชนิด แบ่งออกเป็น 5 อาณาจักร ดังนี้คือ
อาณาจักรโมเนอรา (Kingdom Monera) ประกอบด้วยจุลินทรีย์พวกโพรคาริโอต ซึ่งมีเซลล์แบบโพรคาริโอติกเซลล์ (Prokaryotic cell) คือ พวกที่ไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส ส่วนใหญ่ได้อาหารจากการดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้วเข้ามาในเซลล์ มีบางชนิดที่สังเคราะห์แสงได้ ส่วนใหญ่ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแบ่งตัวจากหนึ่งเป็นสอง ในกลุ่มนี้ ได้แก่แบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (blue green algae) มีสมาชิกประมาณ 6,000 สปีชีส์ ซึ่งแบ่งตามกระบวนการทางชีวภาพเคมีได้ 3 จำพวกคือ
– ออโตทรอฟ (Autotroph) หมายถึง พวกที่สร้างอาหารได้ด้วยตนเอง โดยการเปลี่ยนสารอนินทรีย์เป็นสารอินทรีย์ เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นต้น
– เฮเทโรทรอฟ (Heterotroph) หมายถึง พวกที่บริโภคสารอินทรีย์ที่สร้างขึ้นจากสิ่งมีชีวิตอื่น
– มิโซทรอฟ (Mixotroph) หมายถึง พวกที่บริโภคทั้งสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์
อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista) เป็นอาณาจักรของยูคาริโอตเซลล์เดี่ยว มีสมาชิกประมาณ 60,000 สปีชีส์เซลล์ถูกพัฒนาให้มีนิวเคลียสห่อหุ้มโครโมโซม และสร้างอวัยวะซึ่งทำหน้าที่เฉพาะทางได้แก่ คลอโรพลาสต์มีหน้าที่สังเคราะห์อาหารด้วยแสง โดยการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน ไมโทคอนเดรียน มีหน้าที่นำก๊าซออกซิเจนมาเผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงาน และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งวิวัฒนาการในยุคต่อมาได้แยกเป็น พืช เห็ดรา และสัตว์สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพติสตาได้แก่ สาหร่าย โปรตัวซัว แพลงตอน
อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) มีสมาชิกประมาณ 250,000 สปีชีส์ ซึ่งมีเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งใช้คลอโรฟิลล์สีเขียวเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นอาหารและคายก๊าซออกซิเจน พืชมีบทบาทสำคัญต่อวัฎจักรน้ำและเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของบรรยากาศ นอกจากนั้นยังมีบทบาทที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของดินด้วยการดูดซับธาตุอาหาร อันได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและกำมะถัน พืชจึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตบนโลก
อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi) มีสมาชิกประมาณ 70,000 สปีชีส์ มีลักษณะคล้ายพืช แต่เป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเฮโรทรอฟซึ่งบริโภคสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตอื่นสร้างไว้เราจะเห็นได้ว่า เห็ดมักขึ้นอยู่ตามซากต้นไม้ ราและยีสต์มักขึ้นอยู่ตามอาหาร เห็ดราบางชนิดสามารถดูดกลืนสารอินทรีย์จากพื้นดินได้โดยตรง ไลเคนสามารถอาศัยอยู่บนพื้นหินแข็ง พวกมันมีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของป่าเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการดูดกลืนน้ำและการทำปฏิกิริยาทางเคมีอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) มีสมาชิกประมาณ 1,000,000 สปีชีส์ จัดเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกออโตทรอฟ ซึ่งมีการบริโภคเป็นระบบห่วงลูกโซ่อาหารเป็นชั้นๆ เช่น กวางกินหญ้า เสือกินกวาง นกแร้งกินเสือ เป็นต้น สัตว์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชีวภาพ เป็นต้นว่า กระดูกและกระดองสร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนต การหายใจของสัตว์ควบคุมปริมาณก๊าซออกซิเจนในบรรยากาศไม่ให้มากเกินไป สายพันธุ์ของมนุษย์ (Homo) เพิ่งแยกออกมาจากสายพันธุ์ของลิงเมื่อ 3 ล้านปีก่อน สปีชีส์โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) ของมนุษย์ในปัจจุบันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 แสนปีก่อนนี้
3.ความหลากหลายทางระบบนิเวศ (Ecological diversity)
คือความซับซ้อนของลักษณะพื้นที่ ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคของโลก เมื่อประกอบกับสภาพภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศทำให้เกิดระบบนิเวศ หรือถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันไป การที่เราจะค้นพบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่ได้โดยผ่านการคัดเลือกตามธรรมชาติตามกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต แต่ละชนิด
ความหลากหลายทางระบบนิเวศ จะประกอบไปด้วยความหลากหลาย 3 ประเด็น คือ
1) ความหลากหลายของถิ่นตามธรรมชาติ ( habitat diversity) ในแต่ละบริเวณที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆที่แตกต่างกันไป บริเวณใดที่มีความหลากหลายของแหล่งที่อยู่อาศัย บริเวณนั้นจะมีชนิดของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปที่ใดมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติหลากหลายจะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายตามไปด้วย เช่น ภาคใต้ ภาคอีสาน
2) ความหลากหลายของการทดแทน (Successional diversity) เมื่อสิ่งมีชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นในพื้นที่ที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาก่อน และพัฒนาขึ้นเป็นชุมชนสิ่งมีชีวิตสมบูรณ์ ( climax stage) เมื่อเกิดการบุกรุก หรือการทำลายระบบนิเวศลงไป เช่น พายุ ไฟป่า การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์การเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติฯลฯ ก็จะทำให้ระบบนิเวศเกิดการเสียหาย หรือถูกทำลายแต่ธรรมชาติก็สามารถจะมีการทดแทนทางนิเวศ ( ecological succession) ของสิ่งมีชีวิตใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัย ที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ แสง ความชื้น อุณหภูมิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ฯลฯ เปลี่ยนไป การทดแทนทางด้านสังคมที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้เรียกว่าการทดแทนลำดับสอง
( secondary succession) เช่น ในป่ามีการทดแทนของสังคมพืช ป่าถูกทำลายเป็น ที่โล่ง ไม้พุ่ม ป่าสมบูรณ์ เรียกอีกอย่างว่า “การทดแทนทางนิเวศวิทยาซึ่งจะช่วยรักษาความหลายหลายของสิ่งมีชีวิต
3) ความหลากหลายของภูมิประเทศ (Landscape Diversity) เช่น เขตร้อนชื้น ได้แก่ ประเทศไทยจะมีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติมากมาย มีสังคมพืชหลายยุคการทดแทน มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายผิดกับเมืองหนาวมีต้นไม้ชนิดเดียวหลายร้อยไร่ คือ สน ฉะนั้นลักษณะ ภูมิประเทศแตกต่างกัน สิ่งมีชีวิตก็จะแตกต่างกัน
พืช และสัตว์ ที่หลากหลาย มีความแตกต่างกันไปแต่ละภูมิภาคจึงสามารถแบ่งเป็นเขตชีวภูมิศาสตร์คือ
เขตภูมิศาสตร์ (Biogeography) บริเวณจำกัดขอบเขตของท้องถิ่นและชนิดพันธุ์ประจำถิ่น ซึ่งในภูมิภาคอินโดมาลายัน แบ่งเป็น 4 เขต
1. อนุภูมิภาคอินเดีย ได้แก่ บริเวณประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ปากีสถาน มัลดีฟส์
2. อนุภูมิอินโดจีน พม่า จีนตอนใต้ ไต้หวัน ไทย (เหนือคอคอยกระ) ลาว กัมพูชา เวียดนาม
3. อนุภาคภูมิซุนดา ไทย (ไต้คอคอดกระ) บรูไน มาเลเซีย อินโดนิเซีย
4. อนุภูมิภาควาลลาเซียน ฟิลิปินส์ เกาะสุลาเวชี เกาะซุนดาน้อย
เขตชีวภูมิศาสตร์ ของไทย 6 เขต (จำกัดเขตของท้องถิ่นและชนิดพันธุ์ประจำถิ่น)
1. ที่ราบสูงภาคเหนือ แนวเขตเขา/หุบเขาต่อจากแนวชายแดนพม่า ลาว ภูเขามีความสูงกว่า 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นแหล่งเติบโตของพรรณไม้ป่าดิบเขา ป่าผสมผลัดใบตามที่ความชันน้อยป่าเต็งรังตามบริเวณหุบเขาและถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรที่สูง ชนิดพันธ์นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกี่ยวข้องกับชนิดพันธุ์ในประเทศจีน
2. ที่ราบสูงโคราช ป่าถูกทำลายมาก เป็นป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งหรืออยู่บริเวณเทือกเขาเพชรบูรณ์ตะวันตก เทือกเขาสันกำแพง ดงรักตอนใต้
3. ที่ราบภาคกลาง บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ ทำนาข้าว
4. ที่สูงตะวันออกเฉียงใต้ แถบเทือกเขาเขาบรรทัดต่อเนื่องเทือกเขาพนมกระจานในกัมพูชาเป็นสังคมป่ากึ่งดิบชื้นเขตร้อน เขตมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (จันทบุรี-ตราด-สระแก้ว)
5. เทือกเขาตะนาวศรี ชายแดนไทย-พม่า บริเวณกาญจนบุรี-ประจวบฯ ลักษณะป่าเป็นป่ากึ่งดิบชื้นเขตร้อน ที่สูงชันเป็นป่าผลัดใบ ป่าถูกทำลายกลายเป็นดงไผ่-ทุ่งหญ้า
6. คาบสมุทรตอนใต้ ตอนใต้ของไทย ตั้งแต่คอคอดกระ-ชายแดนไทยมาเลเซีย ฝนตกชุกลักษณะเป็นป่าดิบชื้น เนินขาถูกบุกรุกทำไร่ ยางพารา คาบสมุทรฯ เป็นแหล่งรวมจำนวนชนิดพันธุ์นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีทรัพยากรชีวภาพหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หรือ ทรัพยากรชีวภาพ (Bioresource) เป็นฐานสำคัญของการเกษตร ยารักษาโรค และต่อเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ในพื้นที่ป่าตามธรรมชาติในประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการได้แก่
1. ประเทศไทยตั้งอยู่ในโซนร้อนเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อยและอยู่ติดทะเล จึงมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโตและการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดตลอดปี อย่างไรก็ตามสภาพภูมิอากาศจะแตกต่างกันบ้างในภาคต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของภาคและระดับความสูงต่ำของพื้นที่ แต่โดยภาพรวมแล้วประเทศไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วมากเหมือนในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จึงไม่เป็นปัจจัยจำกัดในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
2. มีความแตกต่างกันของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย เช่นภาคเหนือเหนือเป็นภูเขาสูง อุณหภูมิต่ำในฤดูหนาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบขนาดใหญ่มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม ภาคใต้เป็นเขาสูงสลับพื้นที่ราบ บริเวณมีมรสุมพัดผ่านตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในภาคตะวันออกภาคกลางและและภาคใต้ที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำเป็นต้น จากสภาพที่มีความหลากหลายของภูมิประเทศและภูมิอากาศในพื้นที่ที่อยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำ ทะเลที่ต่างกัน มีปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่นสภาพพื้นดินที่แตกต่างกัน ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความหลากหลายของประเภทของป่าตามธรรมชาติเป็น1). ป่าไม่ผลัดใบเช่น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน 2). ป่าผลัดใบเช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และ 3). ป่าที่มีลักษณะพิเศษเช่นป่าชายหาด ป่าเขาหินปูน เป็นต้น ซึ่งป่าแต่ละประเภทจะมีลักษณะที่เฉพาะตัวและมีสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวอาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน
3. ประเทศไทยอยู่ในบริเวณศูนย์กลางที่มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ กล่าวคือเป็นเขตซ้อนทับกันของกลุ่มพรรณพฤกษชาติ (Floristic Region) ถึง 3 กลุ่มคือ กลุ่มอินโด – เบอร์มีส (Indo-Burmese elements) กลุ่มอินโด-ไชนิส (Indo-Chinese elements) และกลุ่มมาเลเซีย (Malaysian elements) ในส่วนของสัตว์ป่า ประเทศไทยถือเป็นจุดซ้อนทับของเขตสัตวภูมิศาสตร์ (Zoological Region) 3 เขตเช่นกันคือ เขตชิโน-หิมาลัย (Shino-Himalayan) เขตอินโด-ไชนีส (Indo-Chinese) และเขตชุนดา (Sundaic)
ประโยชน์ของความหลากหลายทาง
มนุษย์สามารถได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางธรรมชาติในหลาย ๆ ด้าน ดังนี้
1.ประโยชน์ด้านการบริโภคใช้สอย หมายถึงประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นทรัพยากร ทางธรรมชาติอันเอื้อต่อปัจจัยในการดำรงชีวิตให้แก่มนุษย์ เช่น ด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น
– ด้านการผลิตอาหาร มนุษย์รับอาหารจากพืชและสัตว์ พืชไม่น้อยกว่า 5,000 ชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ และไม่น้อยกว่า 150 ชนิดที่มนุษย์นำมาเพาะปลูกเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่ใช้เป็นอาหารหลักของประชากรโลก คือ พวกแป้ง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง ความหลากหลายทางธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้เป็นแหล่งอาหารจะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ถูก นำมาใช้ ในการปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
– ด้านการแพทย์ มีการใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์ในทางการแพทย์มากมายประมาณร้อยละ 25 ของยารักษาโรคผลิตขึ้นมาจาก พืชดั้งเดิม เช่น การนำพืชพวก ชินโคนา (cinchona)
ผลิตยาควินินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย
2.ประโยชน์ด้านการผลิต ด้านการอุตสาหกรรม ผลผลิตของป่าที่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะโดยตรง เช่น การป่าไม้ ของป่า หรือโดยอ้อม เช่นการสกัดสารเคมีจากพืชในป่า
3.ประโยชน์อื่น ๆ อันได้แก่คุณค่าในการบำรุงรักษาระบบนิเวศให้สามารถดำรงอยู่ได้ และดูแลระบบนิเวศ ให้คงทน เช่น การรักษาหน้าดินการตรึงไนโตรเจนสู่ดิน การสังเคราะห์พลังงานของพืช การควบคุมความชื้น เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นประโยชน์ที่สำคัญ ตลอดทั้งในด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวของมนุษย์
การสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ
นักชีววิทยาได้เห็นพ้องต้องกันว่า โลกกำลังสูญเสียสัตว์และพืชในป่าเขตร้อน อย่างน้อย 27,000 ชนิดต่อปี นอกจากในป่าเขตร้อนแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพ ในระบบนิเวศอื่นๆ กำลังลดลงเช่นกัน อาทิเช่น ในแนวปะการัง พื้นที่ชุ่ม บนเกาะ และบนภูเขา แม้ว่าจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในระบบนิเวศนี้รวมกันแล้วยังเทียบไม่ได้กับจำนวนชนิดพันธุ์ที่สูญหายไปในป่าเขตร้อนก็ตาม แม้ว่าการสูญพันธุ์เป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร่งอย่างเป็นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งได้แสดงเห็นว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความหายนะที่กำลังคืบคลานสู่ทุกชีวิตบนพื้นพิภพนี้ สำหรับมวลมนุษย์ชาติการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีความหมายมากกว่าการดำรงรักษาชนิดพันธุ์หนึ่งชนิดใดไว้มากกว่า การดำรงรักษาระบบนิเวศประเภทหนึ่งประเภทใด เพราะนอกเหนือไปจากนั้น มนุษย์ต้องการดำรงรักษาแหล่งอาหาร แหล่งยารักษาโรค แหล่งวัสดุใช้สอย ฯลฯ เพื่อความอยู่รอดของตนเองและอนาคตของชนรุ่นหลัง
สาเหตุของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
การสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ในพื้นที่ที่กระทบต่อระบบนิเวศสามารถจำแนกได้ประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ
1). การลดพื้นที่ ( reduction)
2). การแบ่งแยกพื้นที่ ( fragmentation)
3) การแทนที่ ( substitution)
4) การทำให้สูญพันธุ์ ( extinction)
5) การทำให้ปนเปื้อน ( contamination)
การอนุรักษ์พื้นที่เพื่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
ลักษณะโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป ดังต่อไปนี้คือ
1) อุทยานแห่งชาติ เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลสงวนไว้เป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ทางการคุ้มครองรักษาหรือ อนุรักษ์ สภาพธรรมชาติและถิ่นกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายในอุทยานแห่งชาตินั้น ประกอบกันการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และการ พักผ่อน หย่อนใจเช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นต้น
2) วนอุทยาน เป็นสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงาม มีจุดเด่นตามธรรมชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่เช่น น้ำตก ถ้า หน้าผา มีพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น วนอุทยานถ้ำปลา จังหวัดแม่ฮ่องสอน วนอุทยานแพะเมืองผี จังหวัดแพร่ เป็นต้น
3) สวนพฤกษศาสตร์ เป็นสวนที่สร้างขึ้นสำหรับการรวมพันธุ์ไม้เพื่อจุดประสงค์ทาง การศึกษา อาจจะเป็นการรวบรวมพันธุ์ไม้ในท้องถิ่นหรือ ต่างท้องถิ่นกันก็ได้ โดยมีการจัดแยกหมวดหมู่ของต้นไม้ ในประเทศไทยมีการจัดตั้งสวน พฤกษศาสตร์ 15 แห่ง เช่น สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่ สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลางเขาแค จังหวัดสระบุรี สวนพฤกษศาสตร์พัทลุง จังหวัดพัทลุง เป็นต้น
4) สวนรุกขชาติ เป็นพื้นที่ที่รวบรวมพันธุ์ไม้เพื่อการพักผ่อนของประชาชน เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ไม่มีการจัด หมวดหมู่มากนักในประเทศไทยมีจำนวน 44 แห่ง เช่น สวนรุกขชาติห้วยแก้ว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น
5) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นพื้นที่กำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัยเพื่อให้สัตว์ป่าได้สืบพันธุ์ ขยายพันธุ์ได้มากขึ้นและกระจายออกไปยังแหล่งใกล้เคียงในประเทศไทยเช่นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง
6) เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นอาณาบริเวณที่ราชการกำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าบางชนิดขนาดไม่กว้าง ขวาง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาน้อยเขาประดู่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด เป็นต้น
การจำแนกความหลากหลายทางชีวิภาพ
1. ความหลากหลายของพรรณพฤกษชาติ 15,000 ชนิด (เฟิร์น ไม้เนื้ออ่อน, แองจิโอสเปริ์ม
2. ความหมายของชนิดพันธุ์สัตว์
– สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 285 ชนิด พบมากที่สุดคือค้างคาว
– สัตว์ปีก นก 938 ชนิด
– สัตว์เลื้อยคลาน 313 ชนิด พบมากคืองู
– สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 106 ชนิด เช่น กบ, เขียด
– ปลา น้ำจืด 552 ชนิด ทะเล และน้ำกร่อย 1,160 ชนิด น้ำลึก 30 ชนิด
– แมงดาทะเล 2 ชนิด
– กุ้งทะเล 183 ชนิด
– หมึก 28 ชนิด
– แมลง ทราบซื่อ 7,000 ชนิด
– หอยทะเล 1,016 ชนิด
ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ
1. เป็นแหล่งสะสมวัตถุดิบเพื่อการวิจัยและพัฒนา
2. เป็นฐานแห่งการผลิตอาหารและการเกษตรทั่วโลก
3. เป็นแหล่งระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์
4. พันธุกรรมพืชเป็นแหล่งปัจจัย 4
5. ป่าช่วยรักษาความชื้น แหล่งต้นน้ำ สวยงาม อาศัยของสิ่งมีชีวิต เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ได้มีการจัดสัมมนา Sount and Sounteast Asia Network for Environmental Education ที่อินเดีย ปี 2538 (การส่งเสริม และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยอาศัยการศึกษา และการสื่อสาร) สรุปว่าภูมิภาคเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายทางชีวิภาพมาก ได้แก่ อินโดนิเซีย อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า ป่ายังสมบูรณ์ ปัจจุบันกำลังสูญเสียรวดเร็ว
1. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม เกษตร และสังคมเมือง
2. การก่อสร้างสาธารณูปโภค
3. บุกรุกทำลายป่า และที่อยู่ของสัตว์
4. มลพิษสิ่งแวดล้อม
5. การล่าสัตว์ และค้าสัตว์ป่า
6. ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง
สภาวะการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของไทย
1. สัตว์ป่า เช่น สมัน กูปรี นกช้อนหอยใหญ่ นกกระเรียน จระเข้ปากกระทุงเหว
2. ปลาน้ำจืด เช่น ปลาหวีเกศ ใกล้สูญพันธุ์ ปละกะโห้ ปลานวลจันทร์น้ำจืด ปลาสวยงาม
3. พยูน ที่หาดเจ้าใหม่ ที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง
4. ช้าง
5. พืชได้แก่ กล้วยป่า (รองเท้านารี) (เอื้องแซะหลวง) ไม้ยืนต้น เช่น จันทร์กะพ้อ
สาเหตุการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไทย
1. การค้าขายสัตว์ พืชหายากแบบผิดกฎหมาย
2. ล่าสัตว์มากเกินไป
3. รบกวนแหล่งทีอยู่
4. การบริโภคในท้องถิ่น
5. นโยบายรัฐบาล
6. การขยายตัวของเมือง การท่องเที่ยว มลภาวะเป็นพิษ
7. ค้าไม้ เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า
8. ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์
9. การเกษตรกรรมแบบปลูกพืชชนิดเดียว
การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
1. ปลูกจิตสำนึกให้รู้คุณค่าธรรมชาติ ให้ความรู้และตระหนักความสำคัญ
2. ด้านกฎหมายดำเนินนโยบายรักษาพื้นที่ป่า นิเวศต่าง ๆ ควบคุมการใช้ที่ดิน มลพิษการใช้ประโยชน์ทรัพยากร
3. สนับสนุนงบประมาณ บุคลากรด้านการวิจัย
4. วางแผนพัฒนาการเกษตรที่อยู่ การคมนาคม ชลประทาน
5. งดเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะต้องใช้ทรัพยากรมาก
6. อนุรักษ์ป่า
7. กำหนดเขตสงวนชีวมณฑล หมายถึง พื้นที่ระบบนิเวศบนบก/ทะเลซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่ามีคุณค่าสำคัญควรแก่การอนุรักษ์และพัฒนา เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประชาชน ควบคู่กับการคงไว้ซึ่งคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ สาธิต วิจัย พบข้อมูลข่าวสารพื้นที่อื่นในระดับท้องถิ่นระดับชาติ และระดับโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑลแบ่งเป็น
1. เขตแกนกลาง (Core area) พื้นที่ธรรมชาติสมบูรณ์ ความหลากหลาย ทางชีวภาพสูง
2. เขตกันชน (Buffer zone) จัดกิจกรรมเหมาะสมกับนิเวศ เช่น ศึกษา วิจัย
3. เขตพัฒนา (Transition area) ดำเนินกิจกรรมอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ได้แต่ต้องควบคุมการขยายตัวของชุมชนคงไว้ซึ่งคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี
กำหนดเขตสงวนชีวมณฑลไทย มี 4 แห่ง
1. เขตสงวนชีวมณฑลสะแกราช จัดตั้งขึ้นปี 2519 รับผิดชอบโดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ ตั้งอยู่บริเวณ ภูเขาหลวง ที่ราบสูงโคราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เป็นเนินเขาสลับที่ราบมีพืชพรรณ 2 ประเภท
– ป่าดิบแล้ว 40 %
– ป่าเต็งรัง 22 % (ป่าโปร่งผลัดใบฤดูแล้ง เกิดไฟป่าทุกปี)
– ป่าปลูก 22 %
– ป่าไผ่ และ ทุ่งหญ้า 6 %
2. เขตสงวนชีวมณฑลแม่สา – ห้วยคอกม้า แบ่งเป็น 2 ส่วน
– พื้นที่แม่สา กรมป่าไม้รับผิดชอบ อยู่แม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ มี 4 ประเภทคือ ป่าดิบเขา สนเขา เต็งรัง เบญจพรรณ เป็นแหล่งที่อยู่พืช และสัตว์
– พื้นที่ ห้วยคอกม้า คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับผิดชอบอยู่ที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยปุยเป็นป่าดิบเขามีการบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย ไร่ล้างมีหญ้าคาและสาบเสือ
– เขตที่ มีธรรมชาติสวยงาม เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลกมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยพื้นที่ห้วยคอกม้าเรื่องเกี่ยวกับสมดุลของพลังงานและน้ำ
3. เขตสงวนป่าสักห้วยทากจัดตั้งเมือปี 2520 กรมป่าไม้รับผิดชอบเป็นสวนป่าสักแบ่งเป็น 4 แห่งคือ สวนป่าสักห้วยทาก สวนป่าห้วยมะพร้าว สวนป่าแม่หยวก สวนป่าแม่สบพึงเขตป่าสาธิต อำเภองาว จังหวัดลำปาง ลักษณะป่าเป็นเบญจพรรณ (สัก และเต็งรัง)
– เขตนี้เป็นแหล่งวิจัย และ พัฒนาป่าสัก มีป่าสักธรรมชาติ และสวนป่าที่เป็นแหล่งพันธุกรรมที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
4. เขตสงวนป่าชายเลน จังหวัดระนอง อยู่ที่ศูนย์วิจัยป่าชายเลน จังหวัดระนอง มีพันธ์ไม้ป่าชายเลนธรรมชาติและสัตว์จำนวนมาก เขตนี้ เป็นแหล่งวิจัยระบบนิเวศป่าชายเลน
8. การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบมีส่วนร่วม
– ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ชมรมดูนกปลูกป่า ชมรมอนุรักษ์ฯ ต่าง ๆ
– เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพของสถาบัน
– ศึกษาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การท่องเที่ยวที่ทำลาย และทิ้งขยะ
– รณรงค์ สนับสนุนทุนจัดกิจกรรมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น อนุรักษ์ป่าชายเลน อนุรักษ์น้ำ
– สอดส่องดูแลไม่ให้ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ทำลายป่า สัตว์ป่า
– ส่งเสริมรณรงค์ ทำความเข้าใจให้เห็นคุณค่า เช่น เรียงความ ประกวดวาดภาพ ภาพถ่าย

วิดิโอ  

2710
หนังสือ

สรุปเนื้อหารายวิชาภาษาไทย

ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ

ไตรภูมิพระร่วง คำว่าไตรภูมิ หมายถึง โลกทั้ง ๓ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ไตรภูมิเดิมเรียกว่า ไตรภูมิกถา หรือ เตภูมิกถา มีความหมายว่า เรื่องราวของโลกทั้ง ๓ ส่วนพระร่วง หมายถึง พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์สุโขทัย

ผู้แต่ง พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพระยาลิไทยในสมัยสุโขทัย ราชวงศ์พระร่วง เป็นพระโอรสในพระยาเลอไทย และเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปกครองประชาชนในฐานะธรรมราชา ทรงยึดมั่นในหลักธรรมของพุทธศาสนา

ลักษณะคำประพันธ์ เป็นร้อยแก้ว ประเภทความเรียง แต่ก็มีสัมผัส
คล้องจอง

เนื้อเรื่องย่อ ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ กล่าวถึงกล่าวถึงกำเนิดของมนุษย์ไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งคลอดจากครรภ์มารดา โดยอธิบายว่าเมื่อแรกปฏิสนธินั้นมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์มารดาจะมีขนาดเท่ากลละ หลังจากนั้น ทุก ๆ ๗ วัน ทารกจึงจะมีพัฒนาการ ใน ๗ วันแรก ทารกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นก้อนดังไข่ไก่ จากนั้นจะเกิด “เบญจสาขาหูด” คือ มีมือ ๒ อัน เท้า ๒ อัน และหัวอีก ๑ หัว ต่อมาจึงมีขนและเล็บ ซึ่งเป็นจำนวนครบ ๓๒ ทารกจะนั่งยอง ๆ กำมือทั้งสอง คู้คอต่อหัวเข่าอยู่ในครรภ์มารดา ประมาณ ๗-๑๑ เดือน จึงจะคลอดออกมา

กุมารที่มีอายุ ๖ เดือน อาจไม่รอดได้ หากอายุครรภ์ ๗ เดือน กุมารมักจะมีสุขภาพอ่อนแอ กุมารผู้มาจากนรกเมื่อคลอดออกมาจะส่งเสียงร้องไห้ ส่วนผู้ที่มาจากสวรรค์ เมื่อคลอดออกมาจะหัวเราะ กุมารที่เพิ่งคลอดจะไม่สามารถจำสิ่งจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ ยกเว้นผู้ที่เป็นปัจเจก โพธิเจ้าและผู้ที่เป็นอรหันตาขีณาสพ

กำเนิดของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยากลำบาก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ถือกำเนิดอกมาและอยู่รอดปลอดภัยแล้วก็ควรกระทำความดี เพื่อให้กุศลผลแห่งการทำความดีนั้นติดตัว ส่งให้ได้ไปเกิดในชาติภพที่ดีหรือบรรลุนิพพาน

เนื้อเรื่องกล่าวถึงโลกทั้ง ๓ ดังนี้

๑. กามภูมิ
กามภูมิ คือภูมิระดับล่าง มีทั้งสิ้น 11 ภูมิ แบ่งออกเป็น อบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 และ สุคติภูมิ 7 อบายภูมิ คือภูมิชั้นต่ำ มี 4 ชั้น เป็นภูมิของความชั่วช้าต่าง ๆ นรกภูมิ คือภูมิชั้นต่ำที่สุดในอบายภูมิ ที่ยังมีลึกซ้อนกันลงไปอีกถึง 8 ชั้น มหาอเวจีนรก คือชั้นนรกที่ต่ำที่สุด ผู้ที่กระทำบาปอันเป็น อนันตริยกรรม 5 คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป ทำลายหรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน จะไปเกิดในขุมนรกชั้นนี้ ถัดขึ้นมาคือ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรกายภูมิ ตามลำดับ สุคติภูมิ คือภูมิชั้นสูงขึ้นมา ได้แก่ภูมิของมนุษย์และภูมิของเทวดาอีก 6 ชั้น (ภูมิเทวดาทั้ง 6 รวมเรียกว่า ฉกามาพจร) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในกามภูมิ คือยังหลงมัวเมาอยู่ในกามกิเลส

๒. รูปภูมิ – พรหมมีรูป ๑๖ ชั้น เรียกว่า “โสฬสพรหม” ชั้นที่ ๑๖ คือ อกนิฏฐาภูมิ

๓. อรูปภูมิ – พรหมไม่มีรูป ๔ ชั้น

ผู้ใดจะเกิดในภูมิใดนั้นอยู่ที่กรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำในชาติก่อน ๆ กรรมเป็นต้นเหตุให้อยู่ในกระแสเวียนว่ายตายเกิด เป็นวัฏสงสารไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าจะหาทางหลุดพ้นจากภูมิทั้งสาม ไปสู่โลกุตรภูมิหรือนิพพานจึงจะได้สุขนิรันดร์

คุณค่างานประพันธ์

๑. ด้านวรรณศิลป์ Ø เป็นร้อยแก้วที่มีสัมผัสคล้องจองกัน เห็นความงามของภาษา

Ø มีการใช้โวหารภาพพจน์เชิงอุปมา ทำให้เกิดจินตภาพที่ชัดเจน

๒.ด้านสังคม Ø ด้านศาสนา มีการใช้หลักปรัชญาทางพุทธศาสนา
ชี้ให้เห็นถึงวัฏสงสาร คือ การเกิด เพื่อชี้นำให้คนทำความดี

Ø ด้านวิทยาศาสตร์ มีการอธิบายการเกิดของมนุษย์ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ เช่น แรกปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะเป็นกลละ
ซึ่งหมายถึง เซลล์ เป็นต้น

๓. ด้านประเพณีและวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ได้ตกทอดอยู่ในประเพณีและวัฒนธรรมของคนไทยในสังคมปัจจุบัน เช่น การจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่มือผู้ตายก่อนปิดฝาโลง เพื่อให้ผู้ตายไปบูชาพระจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ความคิดเรื่องแผนภูมิจักรวาล นรก สวรรค์ พรหม และนิพพาน ก่อให้เกิดผลงานด้านจิตรกรรม และสถาปัตยกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน เช่น มิสกวัน ปารุสกวัน จิตรลดา เป็นชื่อสวนของพระอินทร์ ดุสิตเป็นชื่อสวรรค์ชั้นหนึ่งในสวรรค์หกชั้น สอดคล้องกับความเชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ

วิเคราะห์จุดมุ่งหมาย

๑. จุดมุ่งหมายเรื่องไตรภูมิพระร่วง มีจุดมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นคุณและโทษของโลกทั้งสามที่ไม่มีความแน่นอน เพื่อให้มนุษย์เร่งทำบุญหรือกรรมดี ละบาปหรือกรรมชั่ว เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏหรือบรรลุนิพพานที่ประเสริฐกว่าสมบัติหรือความสุขใด ๆ ที่มีในโลกทั้งสาม

๒. นิรันดร์สุขแห่งนิพพาน ความสุขที่ได้จากนิพพานเป็นความสุขนิรันดร์ ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่มีทางแปรเปลี่ยนเป็นอื่นเลย วิธีปฏิบัติให้บรรลุโลกุตรภูมิหรือนิพพานเริ่มจากการบรรลุมรรคผลขั้นต่าง ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี และเป็นพระอรหันต์ หลังจากนั้นจึงบรรลุนิพพาน

กวีได้ตระหนักว่าการบรรลุนิพพานเป็นเรื่องยากของมนุษย์ทั่วไป จึงให้กำลังใจว่า ถ้ายังไม่บรรลุนิพพานก็จะได้เป็นเทพยดาในสวรรค์ หรือมิฉะนั้นก็อาจได้เกิดในยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งมีความสุขสบายแบบเดียวกับมนุษย์ในอุตรกุรุทวีป

ความสุขในอุตรกุรุทวีป ทวีปที่มนุษย์อาศัยอยู่ มี ๔ ทวีป อยู่ ๔ ทิศของเขาพระสุเมรุ มี อุตรกุรุทวีป อยู่ทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ ชมพูทวีปอยู่ทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ อมรโคยานทวีปอยู่ทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ บูรพวิเทหทวีปอยู่ทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ

คนใน ๓ ทวีป ยกเว้นชมพูทวีป รักษาศีลอยู่เสมอ ขึงมีอายุแน่นอนและอยู่อย่างมีความสุข และคนในอุตรกุรุทวีปจะมีความสุขมากที่สุด คือ จะมีอายุถึง ๑,๐๐๐ ปี เป็นหนุมสาวอยู่เสมอ มีความงดงามมาก ไม่ต้องทำการงานใด ๆ มีกับข้าวและที่นอนเกิดขึ้นตามใจปรารถนา ไม่รู้จักเจ็บป่วย คลอดลูกก็ไม่เจ็บท้อง ไม่ต้องเลี้ยงลูกเอง คนอื่นในสังคมช่วยกันเลี้ยง เมื่อตายก็ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ

ส่วนชมพูทวีป เป็นทวีปที่เราอาศัยอยู่คนในทวีปนี้มีอายุไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่ทำ ทวีปนี้เป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิราช พระอรหันต์ คนในทวีปนี้จึงมีโอกาสได้ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และสร้างสมบุญญาบารมี ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่าเดิม และอาจจะถึงขั้นหลุดพ้นวัฏสงสารไปสู่นิพพานได้

….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/408054

วิดิโอ